วันพฤหัสบดี, เมษายน 30, 2569

Nok Khok

 
๑๐. กรัณฑวสูตร
[๑๐๐] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ที่ฝั่งสระโบก-
ขรณี ชื่อคัครา ใกล้นครจัมปา สมัยนั้นแล ภิกษุทั้งหลายโจทภิกษุด้วย
อาบัติ ภิกษุที่ถูกภิกษุทั้งหลายโจทด้วยอาบัตินั้นเอาเรื่องอื่น ๆ
มาพูดกลบเกลื่อน ชักเรื่องไปนอกทางเสีย แสดงความโกรธเคือง
และอาทิผิด ความไม่ยำเกรงให้ปรากฏ ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จงกำจัดบุคคลนั้น
ออกไป จงกำจัดบุคคลนั้นออกไป ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คนชนิดนี้
ต้องขับออก เป็นลูกนอกคอกอาทิผิด อักขระ กวนใจกระไร ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
บุคคลบางคนอาทิผิด อักขระในธรรมวินัยนี้ มีการก้าวไป การถอยกลับ การแล
การเหลียว การคู้อาทิผิด การเหยียด การทรงผ้าสังฆาฏิ บาตร และ
จีวร เหมือนภิกษุผู้เจริญเหล่าอื่น ตราบอาทิผิด อักขระเท่าที่ภิกษุทั้งหลายยัง
ไม่เห็นอาทิผิด อักขระอาบัติของเขาอาทิผิด อักขระ แต่เมื่อใด ภิกษุทั้งหลายเห็นอาบัติของเขา
เมื่อนั้นภิกษุทั้งหลายอาทิผิด อักขระย่อมรู้จักเขาอย่างนี้ว่า ผู้นี้เป็นผู้ประทุษร้าย
สมณะ เป็นสมณะแกลบ เป็นสมณะหยากเยื่อ ครั้นรู้จักอย่างนี้แล้ว
ย่อมนาสนะออกไปให้พัน ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะคิดว่าภิกษุนี้
อย่าประทุษร้ายภิกษุที่ดีเหล่าอื่นเลย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เปรียบ
เหมือนหญ้าชนิดหนึ่งที่ทำลายต้นข้าว มีเมล็ดเหมือนข้าวลีบ มี
เมล็ดเหมือนข้าวตายรวง พึงเกิดขึ้นในนาข้าวที่สมบูรณ์ ราก
ก้าน ใบของมันเหมือนกับข้าวที่ดีเหล่าอื่น ตราบเท่าที่มันยังไม่
ออกรวง แต่เมื่อใด มันออกรวง เมื่อนั้นจึงทราบกันว่า หญ้านี้
 
๓๗/๑๐๐/๓๒๖

วันพุธ, เมษายน 29, 2569

Phuk Phan

 
บทว่า อวิชฺชา นีวรณานํ ความว่า ผู้อันอวิชชากางกั้นแล้ว. บทว่า
ตณฺหาสญฺโญชนานํ ความว่า ผู้ถูกเครื่องผูกพันอาทิผิด คือตัณหาผูกพันอาทิผิด ไว้.
บทว่า หีนาย ธาตุยา ได้แก่ในกามธาตุ. บทว่า วิญฺญาณํ ปติฏฺฐิตํ
ความว่า วิญญาณที่มีอภิสังขารเป็นปัจจัยตั้งมั่นแล้ว. บทว่า มชฺฌิมาย
ธาตุยา ได้แก่ในรูปธาตุ. บทว่า ปณีตาย ธาตุยา ได้แก่ ในอรูปธาตุ.
คำที่เหลือในพระสูตรนี้ง่ายทั้งนั้น ฉะนี้แล.
จบอรรถกถานวสูตรที่ ๖

๗. ภวสูตร

ว่าด้วยเหตุเกิดแห่งภพทั้ง ๓

[๕๑๗] ครั้งนั้นแล ท่านพระอานนท์ได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า
ถึงที่ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง
ครั้นแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระองค์
ตรัสว่า ภพ ภพ ดังนี้ ภพย่อมมีได้ด้วยเหตุเพียงเท่าไร พระเจ้าข้า พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามว่า ดูก่อนอานนท์ ก็กรรมที่อำนวยผลให้ในกามธาตุ
จักไม่มีแล้ว กามภพพึงปรากฏบ้างหรือหนอ ท่านพระอานนท์ทูลว่า ไม่พึง
ปรากฏเลย พระเจ้าข้า.
พ. ดูก่อนอานนท์ เหตุนี้แล กรรมจึงชื่อว่าเป็นไร่นา วิญญาณ
ชื่อว่าเป็นพืช ตัณหาชื่อว่าเป็นยาง เจตนา ความปรารถนาประดิษฐานแล้ว
เพราะธาตุอย่างเลวของสัตว์พวกที่มีอวิชชาเป็นเครื่องสกัดกั้น มีตัณหาเป็น
เครื่องผูกใจ ด้วยประการฉะนี้ จึงมีการเกิดในภพใหม่ต่อไปอีก ดูก่อนอานนท์
ก็กรรมที่อำนวยผลให้ในรูปธาตุจักไม่มีแล้ว รูปภพพึงปรากฏบ้างหรือหนอ.
 
๓๔/๕๑๗/๔๒๔

วันอังคาร, เมษายน 28, 2569

Thang Puang

 
อย่างเดียว โดยเว้นจากการกำหนดสัตว์ที่เสมอกัน. อธิบายว่า เพราะฉะนั้น
ท่านทั้งหลายจงฟังอาทิผิด คาถาที่คล้ายกับการบันลือสีหนาทอย่างไม่หวั่นกลัว ของ
พระเถระเหล่านั้น เหมือนการบันลือสีหนาทของราชสีห์ ที่เป็นราชาของมฤค
บันลืออยู่ คือ คำรามอยู่ แบบราชสีห์คำรามที่ใกล้ถ้ำภูเขา ของสัตว์ชื่อว่า
มีเขี้ยวทั้งหลาย เพราะมีเขี้ยวประเสริฐ งดงาม โดยความเป็นเขี้ยวที่มั่นคง
แหลมคม. ท่านกล่าวอธิบายไว้ว่า ท่านทั้งหลายจงฟังอาทิผิด คาถา อันกระทำความสะดุ้ง
หวาดเสียวแก่ชนผู้ประมาทแล้ว ชื่อว่าเป็นการบันลืออย่างไม่หวั่นเกรง เพราะ
เหตุแห่งภัยทั้งหลาย ท่านละได้แล้วด้วยดี โดยประการทั้งปวงอาทิผิด อาณัติกะ เช่นเดียวกับ
การบันลือสีหนาทของพระเถระทั้งหลาย ผู้มีตนอันอบรมแล้ว ผู้ไม่ประมาท
แล้ว เหมือนการบันลืออย่างไม่หวั่นเกรงนั้น กระทำอาทิผิด สระความหวาดเสียวแก่มฤค
อื่นจากราชสีห์นั้น เพราะไม่มีภัยแม้แต่ที่ไหน ๆ ของราชสีห์ ที่เป็นราชาแห่ง
หมู่มฤค บันลือสีหนาทอยู่ ฉะนั้น.
บทว่า ภาวิตตฺตานํ ได้แก่ ผู้มีจิตอันอบรมแล้ว. อธิบายว่า จิต
ท่านเรียกว่าตน ดังในประโยคมีอาทิว่า ได้ยินว่าตนแลฝึกได้ยาก ผู้ใดแลมีจิต
ตั้งมั่นแล้ว จะเป็นผู้ซื่อตรงดุจกระสวยทอผ้าฉะนั้น และดุจในประโยคมีอาทิว่า
ตั้งใจไว้ชอบดังนี้. เพราะฉะนั้น จึงได้ความว่า ของพระอริยบุคคลผู้ยังจิตให้
เจริญยิ่งแล้วด้วยสมถะและวิปัสสนา โดยการประกอบเนือง ๆ ซึ่งอธิจิต คือ
ท่านผู้ยังจิตให้ถึงที่สุด แห่งสมถภาวนาและวิปัสสนาภาวนา แล้วดำรงอยู่.
อีกอย่างหนึ่ง บทว่า ภาวิตตฺตานํ ความว่า มีตนอันอบรมแล้วเป็นสภาพ.
อธิบายว่า มีตนอันอบรมแล้วด้วยคุณมีศีลเป็นต้น อันเป็นแล้วตามสภาพ.
ที่ชื่อว่า คาถา เพราะเป็นถ้อยคำอันท่านร้อยกรองไว้ ได้แก่ ถ้อยคำ ๔ บท
หรือ ๖ บท ที่ฤษีทั้งหลายประพันธ์ไว้โดยเป็นฉันท์ มีอนุฏฐุภฉันท์เป็นต้น.
เพราะเหตุที่ ฉันท์แม้อื่น มีลักษณะคล้ายกับอนุฏฐุภฉันท์ ท่านจึงเรียกว่า
 
๕๐/๑๓๗/๑๓

วันจันทร์, เมษายน 27, 2569

Thawip

 
สเหตุกะ ๔ ดวง ด้วยกิริยาจิตที่เป็นอเหตุกะ ๑ ดวง. แม้ในจิตเหล่านั้นเมื่อ
อารมณ์มีกำลังมาปรากฏย่อมยิ้มแย้มด้วยจิตที่สัมปยุตด้วยญาณ ๒ ดวง. เมื่อ
อารมณ์ทุรพลมาปรากฏ ย่อมยิ้มแย้มด้วยจิต ๓ ดวง คือ ด้วยทุเหตุกจิต ๒
ดวง ด้วยอเหตุกะ ๑ ดวง. แต่ในที่นี้ จิตที่เกิดพร้อมด้วยโสมนัสอันเป็นมโน
วิญญาณธาตุฝ่ายกิริยาอเหตุกจิตทำให้ความหัวเราะเพียงอาการยินดีร่าเริงให้เกิด
แต่ภวังค์เท่านั้น. อนึ่ง ความแย้มนี้นั้น ถึงมีประมาณเล็กน้อยอย่างนี้ ก็ได้
ปรากฏแก่พระเถระ. ถามว่า ปรากฏอย่างไร. ตอบว่า ธรรมดาในกาลเช่นนั้น
เกลียวรัศมีมีประมาณเท่าต้นตาลใหญ่ รุ่งเรืองแปลบปลาบประดุจสายฟ้ามีช่อตั้ง
๑๐๐ จากพระโอษฐ์ ประหนึ่งมหาเมฆที่จะยังฝนให้ตกในทวีปอาทิผิด สระทั้ง ๔ ตั้งขึ้นจาก
พระเขี้ยวแก้วทั้ง ๔ กระทำประทักษิณพระเศียรอันประเสริฐ ๓ รอบ แล้วก็
อันตรธานหายไป ณ ปลายพระเขี้ยวแก้วนั่นแล. เพราะเหตุนั้นท่านพระอานนท์
ถึงจะเดินตามไปข้างพระปฤษฎางค์ของพระผู้มีพระภาคเจ้า ก็ทราบถึงความ
แย้มพระโอษฐ์ด้วยสัญญานั้น.
พึงทราบวินิจฉัยในคำว่า โส ภควนฺตํ เอตทโวจ นี้ ดังต่อไปนี้
นัยว่า ท่านพระอานนท์ คิดว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่ากัสสปะ ย่อม
ทรงโอวาทภิกษุสงฆ์ ทรงกระทำการประกาศสัจจธรรมทั้ง ๔ เราจักให้พระ
ผู้มีพระภาคเจ้าพอพระทัยประทับนั่ง ณ ที่นี้ ภูมิภาคนี้ จักเป็นอันพระพุทธเจ้า
ถึงสองพระองค์ทรงใช้สอย มหาชนจักบูชา ด้วยของหอมและระเบียบดอกไม้
เป็นต้น จักกระทำเจดีย์สถานบำรุงอยู่ก็จักมีสวรรค์เป็นที่ไปในภายหน้า ดังนี้
แล้ว จึงได้กราบทูลคำว่า ถ้าอย่างนั้น ขอพระผู้มีพระภาคเจ้า ดังนี้
เป็นต้นนั้น.
บทว่า มุณฺฑเกน สมณเกน ความว่า จะเรียกคนศีรษะโล้นว่า
คนโล้นหรือเรียกสมณะว่า สมณะ ย่อมสมควร. ก็แลโชติปาละนี้ระอาอยู่ด้วย
 
๒๑/๔๒๒/๑๕

วันอาทิตย์, เมษายน 26, 2569

Yu

 
วจีสังขารมูล
วจีสังขารมูละ จิตตสังขารมูลี:-
[๑๑๙๕] วจีสังขารจักเกิดแก่บุคคลใดในภูมิใด, จิตตสังขาร
จักดับแก่บุคคลนั้นในภูมินั้น ใช่ไหม ?
ใช่.
ก็หรือว่า จิตตสังขารจักดับแก่บุคคลใดในภูมิใด, วจีสังขาร
จักเกิดแก่บุคคลนั้นในภูมินั้น ใช่ไหม ?
ในอุปปาทขณะแห่งปัจฉิมจิตก็ดี ปัจฉิมจิตที่ไม่มีวิตกและไม่มี
วิจาร จักเกิดในลำดับแห่งจิตใดก็ดี บุคคลที่กำลังเข้าทุติยฌาน ตติยฌาน
จตุตถฌานอยู่ก็ดี จิตตสังขารจักดับแก่บุคคลเหล่านั้นในภูมินั้น แต่
วจีสังขารไม่ใช่จักเกิดแก่บุคคลเหล่านั้นในภูมินั้น บุคคลที่กำลังเข้า
ปฐมฌานอยู่ก็ดี บุคคลที่เกิดอยู่ในกามาวจรภูมิก็ดี บุคคลที่นอกจากนั้น
ซึ่งเกิดอยู่อาทิผิด อักขระในรูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิก็ดี จิตตสังขารจักดับ และ
วจีสังขารก็จักเกิดแก่บุคคลเหล่านั้นในภูมินั้น.
จบ วจีสังขารมูละ จิตตสังขารมูลี
วจีสังขารมูล จบ
อนาคตวาระ อนุโลม จบ
 
๘๒/๑๑๙๕/๑๒๓๕

วันเสาร์, เมษายน 25, 2569

Pha Nung

 
อย่างไร จึงจะเชื่อถือได้ หรือแม้ใครจะพึงทำ
ให้เราเชื่อถือเรื่องนั้นได้.
เปรตนั้นกราบทูลว่า :-
พระองค์ได้ทรงเห็นอาทิผิด อักขระแล้วและได้ทรงสดับ
มาแล้ว ก็จงทรงเชื่อเถิดว่า นี้เป็นผลแห่งกรรมดี
และกรรมชั่ว เมื่อมีกรรมดีและกรรมชั่วทั้งสอง
ก็พึงมีสัตว์ไปสู่สุคติและทุคติ ถ้าสัตว์ทั้งหลาย
ในมนุษยโลกนี้ ไม่พึงทำกรรมดีและกรรมชั่ว
สัตว์ผู้ไปสู่สุคติ ทุคติ อันเลว และประณีต
ก็ไม่มีในมนุษยโลกนี้ แต่เพราะสัตว์ทั้งหลาย
ในมนุษยโลกทำกรรมดีและกรรมชั่วไว้ ฉะนั้น
จึงไปสู่สุคติ ทุคติ เลวบ้าง ประณีตบ้าง นัก-
ปราชญ์ทั้งหลายอาทิผิด อักขระกล่าววิบากแห่งกรรมทั้งสองนั้น
ว่า เป็นที่ตั้งแห่งการเสวยสุขและทุกข์ เทวดา
ย่อมพากันห้อมล้อมพวกชนผู้ได้เสวยผลอันเป็น
สุข คนพาลผู้ไม่เห็นบาปและบุญอาทิผิด ทั้งสอง ย่อม
เดือดร้อน กรรมที่ข้าพระองค์เองทำไว้ในชาติ
ก่อน ซึ่งจะเป็นเหตุให้ได้เครื่องนุ่งห่มเป็นต้น
ในบัดนี้ มิได้มีแก่ข้าพระองค์ และบุคคลผู้ที่ให้
ผ้านุ่งอาทิผิด อาณัติกะผ้าห่ม ที่นอนที่นั่ง ข้าวและน้ำ แก่สมณ-
พราหมณ์ทั้งหลายแล้วพึงอุทิศส่วนบุญมาให้
 
๔๙/๑๒๑/๔๕๓

วันศุกร์, เมษายน 24, 2569

Ammaphat

 
คนมือเป็นแผ่น คนค่อม คนเตี้ย คนคอพอก คนมีเครื่องหมายติดอาทิผิด สระตัว คนมี
รอยเฆี่ยนด้วยหวาย คนถูกหมายประกาศจับตัว คนเท้าปุก คนมีโรคเรื้อรัง
คนแปลกเพื่อน คนตาบอดข้างเดียว คนง่อย คนกระจอก คนเป็นโรคอัมพาตอาทิผิด อักขระ
คนมีอิริยาบถขาด คนชราทุพพลภาพ คนตาบอด ๒ ข้าง คนใบ้ คนหูหนวก
คนทั้งบอดและใบ้ คนทั้งบอดและหนวก คนทั้งใบ้และหนวก คนทั้งบอดใบ้
และหนวก เหล่านี้ รวม ๒๓ จำพวกพอดี รับคนเหล่านั้น เข้าหมู่ได้ พระสัมมา
สัมพุทธเจ้าทรงประกาศไว้แล้ว ๑๙. กรรม ๗ อย่าง คือการยกภิกษุผู้ไม่
เห็นอาบัติ ๑ ไม่ทำคืนอาบัติ ๑ ไม่สละทิฏฐิอันเป็นบาป ๑ ไม่เห็นไม่ทำคืน
อาบัติ ๑ ไม่เห็นอาบัติ ไม่สละทิฏฐิอันเป็นบาป ๑ ไม่ทำคืนอาบัติ ไม่สละทิฎฐิ
อันเป็นบาป ๑ ไม่เห็น ไม่ทำคืน ไม่สละทิฏฐิอันเป็นบาป ๑ เป็นกรรม ไม่
เป็นธรรม ๒๐. กรรม ๗ อย่างนั้น แม้ที่อนุวัตรตามภิกษุผู้ต้องอาบัติ
ก็เป็นกรรมไม่เป็นธรรม ๒๑. กรรมอีก ๗ อย่าง ที่อนุวัตรตามภิกษุผู้ต้อง
อาบัติ เป็นกรรมที่ชอบธรรม ๒๒. กรรมที่ควรทำต่อหน้ากลับทำลับหลัง ๑
กรรมที่ควรทำด้วยซักถาม กลับทำโดยไม่ซักถาม ๑ กรรมที่ควรทำตามปฏิญาณ
กลับทำโดยไม่ปฏิญาณ ๑ ให้อมูฬหวินัยแก่ภิกษุผู้ควรสติวินัย ๑ ทำตัสสปาปิย-
สิกากรรมแก่ ภิกษุผู้ควรอมูฬหวินัย ๑ ลงตัชชนียกรรมแก่ภิกษุผู้อาทิผิด สระควรตัสสปาปิย-
สิกากรรม ๑ ลงนิยสกรรมแก่ภิกษุผู้ควรตัชชนียกรรม ๑ ลงปัพพาชนียกรรม
แก่ภิกษุผู้ควรนิยสกรรม ๑ ลงปฏิอาทิผิด อักขระสารณียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรปัพพาชนียกรรม ๑
ลงอุกเขปนียกรรมแก่ภิกษุผู้ควรปฏิสารณียกรรม ๑ ให้ปริวาสแก่ภิกษุผู้ควร
อุกเขปนียกรรม ๑ ชักภิกษุผู้ควรปริวาสเข้าหาอาบัติเดิม ๑ ให้มานัตแก่ภิกษุ
ผู้ควรชักเข้าหาอาบัติเดิม ๑ อัพภานภิกษุผู้ควรมานัต ๑ ให้ภิกษุผู้ควรอัพภาน
ให้อุปสมบทกุลบุตร ๑ ทำกรรมอย่างอื่นแก่ภิกษุอื่น ๑ รวม ๑๖ อย่างนี้ เป็น
กรรมใช้ไม่ได้ ๒๓. ทำกรรมนั้น ๆ แก่ภิกษุนั้น ๆ รวม ๑๖ อย่างนี้ เป็น
 
๗/๒๓๗/๔๔๑

วันพฤหัสบดี, เมษายน 23, 2569

Chen Kap

 
ครั้งนั้น ดิฉันเกิดในสกุลอำมาตย์ ซึ่ง
สมบูรณ์ด้วยเครื่องอุปการะทุกสิ่ง เจริญ รุ่งเรือง
ร่ำรวย ในพระนครหังสวดี
บางครั้ง ดิฉันพร้อมด้วยบิดา อันหมู่
ทาสห้อมล้อม เข้าไปเฝ้าพระนราสภพระองค์นั้น
พร้อมด้วยบริวารเป็นอันมาก ได้เห็นพระพิชิต-
มารผู้ปานดังท้าววาสวะ ยังฝนคือธรรมให้ตกอยู่
เป็นผู้ไม่มีอาสวะ เกลื่อนไปด้วยระเบียบแห่งรัศมี
เช่นอาทิผิด กับพระอาทิตย์ในสรกาล แล้วยังจิตให้
เลื่อมใส และสดับสุภาษิตของพระองค์ ได้สดับ
พระผู้นำนรชนทรงตั้งพระภิกษุณีผู้เป็นพระมาตุจ-
ฉาไว้ในตำแหน่งอันเลิศ จึงอาทิผิด สระถวายมหาทานและ
ปัจจัยเป็นอันมาก แด่อาทิผิด อักขระพระผู้เลิศกว่านรชน ผู้คง-
ที่พระองค์นั้น พร้อมทั้งพระสงฆ์ ๗ วัน แล้ว
ได้หมอบลงแทบพระบาท มุ่งปรารถนาตำแหน่ง
นั้น.
ลำดับนั้น พระพิชิตมารผู้อุดมกว่าฤๅษี
ได้ตรัสในบริษัทใหญ่ว่า สตรีใดได้นิมนต์พระผู้
นำโลกพร้อมด้วยสงฆ์ให้ฉันตลอด ๗ วัน เราจัก
พยากรณ์สตรีนั้น ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าว
ในกัปที่แสนแต่กัปนี้ พระศาสดาพระ-
นามว่าโคดม ซึ่งทรงสมภพในวงศ์พระเจ้า
โอกกากราช จักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก
 
๗๒/๑๕๗/๕๕๓

วันพุธ, เมษายน 22, 2569

Ratchasi

 
สะดุ้งว่า ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ได้ยินว่า พวกเรา
ไม่เที่ยง ไม่ล่วงพ้นกายตนไปได้ ดังนี้ เพราะได้
สดับถ้อยคำของพระอรหันต์ผู้หลุดพ้น ผู้คงที่
เหมือนหมู่มฤคสะดุ้งต่อพญาสีหมฤคราช ฉะนั้น.
จบ สีหสูตร

อรรถกถาสีหสูตร

พึงทราบวินิจฉัยในสีหสูตรที่ ๖ ดังต่อไปนี้ :-

ราชสีห์ ๔ จำพวก
บทว่า สีโห ได้แก่ ราชสีห์ ๔ จำพวก คือ ติณราชสีห์อาทิผิด สระ จำพวก ๑.
กาฬราชสีห์ จำพวก ๑ ปัณฑุราชสีห์ จำพวก ๑ ไกรสรราชสีห์ จำพวก ๑.
บรรดาราชสีห์ ๔ จำพวกนั้น ติณราชสีห์ (มีรูปร่าง) เป็นเหมือน
แม่โค สีคล้ายนกพิราบ และกินหญ้าเป็นอาหาร.
กาฬราชสีห์ (มีรูปร่าง) เป็นเหมือนแม่โคดำ กินหญ้าเป็น
อาหารเหมือนกัน.
ปัณฑุราชสีห์ (มีรูปร่าง) เป็นเหมือนแม่โคสีคล้ายใบไม้เหลือง
กินเนื้อเป็นอาหาร.
ไกรสรราชสีห์ ประกอบด้วย (ลักษณะคือ) ดวงหน้า (ที่สวยงาม)
เป็นเหมือนมีใครเอาน้ำครั่งมาแต่งเติมไว้ หางที่มีปลาย (สวยงาม)
และปลายเท้าทั้ง ๔ ตั้งแต่ศีรษะของราชสีห์นั้นลงไป มีแนวปรากฏอยู่
๓ แนว ซึ่งเป็นเหมือนมีใครมาแต้มไว้ ด้วยสีน้ำครั่ง สีชาด และ
 
๒๗/๑๕๗/๑๗๓

วันอังคาร, เมษายน 21, 2569

Khit

 
ทรงดำริว่า ถ้าประตูไม่เปิด วันนี้เรานั่งอยู่บนหลังม้ากัณฐกะนี่แหละจักเอาขา
อ่อนหนีบม้ากัณฐกะแล้ว กระโดดข้ามกำแพงซึ่งสูงได้ ๑๘ ศอกไป. นายฉันนะ
ก็คิดว่า ถ้าประตูไม่เปิด เราจักให้พระลูกเจ้าประทับนั่งที่คอของเราแล้วเอา
แขนขวาโอบรอบม้ากัณฐกะที่ท้อง กระทำให้อยู่ในระหว่างรักแร้ จักกระโดด
ข้ามกำแพงไป แม้ม้ากัณฐกะก็คิดอาทิผิด อักขระว่า ถ้าประตูไม่เปิดเราจักยกนายของเราทั้ง ๆ
ที่นั่งอยู่บนหลังนี่แหละ พร้อมกันทีเดียวกับนายฉันนะผู้จับหางอาทิผิด อักขระยืนอยู่ กระโดด
ข้ามกำแพงไป ถ้าประตูจะไม่มีใครเปิดให้ บรรดาคนทั้งสามคนใดคนหนึ่งคง
จะทำสมกับที่คิดไว้แน่เเท้เทวดาผู้สิงอยู่ที่ประตูเปิดประตูให้.
ในขณะนั้นนั่นเอง มารผู้มีบาปมาด้วยคิดว่า เราจักให้พระโพธิสัตว์
กลับ แล้วยืนอยู่ในอากาศทูลว่า ข้าแต่ท่านผู้นิรทุกข์ผู้เจริญ ท่านอย่าออกไป
ในวันที่ ๗ นับเเต่วันนี้ไปจักรรัตนะจักปรากฏแก่ท่าน ท่านจักครอบครองราช
สมบัติแห่งทวีปใหญ่ทั้ง ๔ มีทวีปน้อยสองพันเป็นบริวาร ข้าแต่ท่านผู้นิรทุกข์
ท่านจงกลับเสียเถิด. จึงตรัสถามว่า ท่านเป็นใคร. มารตอบว่า เราเป็น
วสวัตดีมาร. ตรัสว่า ดูก่อนมาร เราทราบว่าจักรรัตนะจะปรากฏแก่เรา เราไม่
มีความต้องการด้วยราชสมบัตินั้น เราจักไห้หมื่นโลกธาตุบรรลือลั่นอาทิผิด สระแล้วเป็น
พระพุทธเจ้า. มารกล่าวว่า นับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ในเวลาที่ท่านทรงดำริ
ถึงกามวิตกก็ดี พยาบาทวิตกก็ดี วิหิงสาวิตกก็ดี เราจักรู้ดังนี้ คอยแสวงหา
ช่องอยู่ ติดตามพระองค์ไปประดุจเงา.
ฝ่ายพระโพธิสัตว์มิได้มีความอาลัยละทิ้งจักรพรรดิราชสมบัติอันอยู่ใน
เงื้อมพระหัตถ์ ประหนึ่งทิ้งก้อนเขฬะเสด็จออกจากพระนครด้วยสักการะอันใหญ่
ก็แหละในวันเพ็ญเดือนอาสาฬหะ เดือน ๘ เมื่อนักขัตฤกษ์ในเดือนอุตตรา-
สาฬหะ เดือน ๘ หลัง กำลังดำเนินไปอยู่ ครั้น เสด็จออกจากพระนครแล้ว มี
พระประสงค์จะแลดูพระนคร. ก็แหละเมื่อพระโพธิสัตว์นั้นมีความคิดพอเกิด
 
๕๕/๑/๑๐๔

วันจันทร์, เมษายน 20, 2569

Kamrap

 
อรรถกถายมกสูตรที่ ๓

พึงทราบวินิจฉัยในยมกสูตรที่ ๓ ดังต่อไปนี้ :-

ทิฏฐิของพระยมกะ
บทว่า ทิฏฺฐิคตํ ความว่า ก็ถ้าพระยมกะนั้น จะพึงมีความคิด
อย่างนี้ว่า สังขารทั้งหลายเกิดขึ้นและดับไป ความเป็นไปแห่งสังขาร
นั่นแหละ ที่ไม่เป็นไป มีอยู่ (ความคิดดังว่ามานี้) ยังไม่ควรเป็นทิฏฐิ
(แต่) ควรเป็นญาณที่ท่องเที่ยวไปในคำสอน (ศาสนา).
แต่เพราะพระยมกะนั้น ได้มีความคิดว่า สัตว์ขาดสูญอาทิผิด สัตว์พินาศ
ฉะนั้น ความคิดนั้นจึงเป็นทิฏฐิ.
บทว่า ถามสา ปรามาสา ความว่า ด้วยพลังของทิฏฐิ และ
ด้วยการลูบคลำด้วยทิฏฐิ.
บทว่า เยนายสฺมา สารีปุตฺโต ความว่า เมื่อปัจจันตชนบท
เกิดจลาจล เจ้าหน้าที่ไม่สามารถปราบปรามให้สงบราบคาบได้
จึงไปหาเสนาบดี หรือไม่ก็ไปเฝ้าพระราชา ฉันใด เมื่อพระเถระนั้น
สับสนด้วยอำนาจทิฏฐิ ภิกษุเหล่านั้น ไม่สามารถจะกำราบอาทิผิด อักขระเธอได้
จึงพากันเข้าไปหาพระสารีบุตร ผู้เป็นพระธรรมเสนาบดี ของ
พระธรรมราชาจนถึงที่อยู่.

พระสารีบุตรสอนพระยมกะ
บทว่า เอวํ พฺยาโข¹ ความว่า พระยมกะไม่สามารถ
จะกล่าวได้เต็มปาก (พูดอ้อมแอ้ม) ต่อหน้าพระ (สารีบุตร) เถระ
เหมือนที่กล่าวในสำนักภิกษุเหล่านั้นได้ จึงกล่าวด้วยหัวใจที่ห่อเหี่ยวว่า
¹บาลีเป็น เอวํ ขฺวาหํ
 
๒๗/๒๐๗/๒๖๒

วันอาทิตย์, เมษายน 19, 2569

Sumana

 
๔. สุมนเถรคาถา

ว่าด้วยคาถาของพระสุมนเถระ
[๓๓๘] ท่านพระอุปัชฌายะปรารถนาธรรมใด ในบรรดาธรรม
ทั้งหลายเพื่อเรา อนุเคราะห์เราผู้จำนงหวังอมตนิพพาน
กิจที่ควรทำในธรรมนั้นเราทำเสร็จแล้ว ธรรมที่มิใช่สิ่งที่
อ้างว่า ท่านกล่าวมาอย่างนี้ เราได้บรรลุแล้ว ทำให้แจ้ง
แล้วด้วยตนเอง เรามีญาณอันบริสุทธิ์ หมดความสงสัย
จึงได้พยากรณ์ในสำนักของท่าน เรารู้จักขันธ์ที่เคยอยู่
อาศัยในก่อน ทิพยจักษุเราได้ชำระแล้ว ประโยชน์ของตน
เราได้บรรลุแล้ว คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเราได้ทำแล้ว
สิกขา ๓ อันเราผู้ไม่ประมาทได้ฟังดีแล้ว ในสำนักของ
ท่าน อาสวะทั้งปวงของเราสิ้นแล้ว บัดนี้ ภพใหม่ไม่มี
ท่านเป็นผู้มีความเอ็นดู อนุเคราะห์สั่งสอนเราด้วยวัตรอัน
ประเสริฐ โอวาทของท่านไม่ไร้ประโยชน์ เราได้ศึกษา
อยู่ในสำนักของท่าน.
จบสุมนอาทิผิด สระเถรคาถา

อรรถกถาสุมนเถรคาถาที่ ๔

คาถาของท่านพระสุมนเถระ มีคำเริ่มต้นว่า ยํ ปตฺถยมาโน ดังนี้.
เรื่องนั้นมีเหตุเกิดขึ้นอย่างไร ?
 
๕๒/๓๓๘/๘๗

วันเสาร์, เมษายน 18, 2569

Thao

 
สตรีให้เป็นพาหนะ ความว่า กระทำมาตุคามมีครรภ์ให้เป็นพาหนะแล้วนั่ง
บนหลัง มาตุคามนั้นเที่ยวไป. นัยว่า หลังของหญิงมีครรภ์นั้นอดกลั้นเมื่อ
จะก้มลง. หญิงนอกนี้ใช้เทียมยาน. บทว่า กระทำชายให้เป็นพาหนะ
ความว่า จับชายให้เทียมยาน. อนึ่ง เมื่อจับไม่สามารถจับชนผู้เป็นสัมมาทิฐิ
ได้. โดยมากจับพวกที่อยู่ชายแดน และคนป่าเถื่อน. ได้ยินว่า ชาวชนบท
คนใดคนหนึ่ง ในจำพวกนี้นั่งหลับใกล้พระเถระรูปหนึ่ง. พระเถระถามว่า
อุบาสกท่านหลับไปหรือ. เขาตอบ ท่านขอรับวันนี้ผมเพลีย เพราะรับใช้
ท้าวเวสวัณตลอดคืน ขอรับ. บทว่า ทำเด็กหญิงให้เป็นพาหนะ ความว่า
จับเด็กหญิงทำให้เป็นพาหนะเทียมรถ. แม้ในการจับเด็กชายให้เป็นพาหนะ
ก็มีนัยนี้แล. บทว่า บรรดานางบำเรอของพระราชานั้น ความว่า หญิง
ผู้เป็นนางบำเรอของพระราชานั้น. บทว่า ยานช้าง ยานม้า ความว่า
ไม่ใช่ยานโค อย่างเดียวเท่านั้น ขี่แม้ยานช้าง ยานม้า เป็นต้น เที่ยวไป
บทว่า ยานทิพย์ ความว่า ยานทิพย์มากอย่างแม้ อื่น ก็ได้ปรากฏแก่มนุษย์
เหล่านั้น. ยานเหล่านี้เป็นยานเข้าไปถึงมนุษย์เหล่านั้นก่อน. ก็มนุษย์
เหล่านั้นนอนบนที่นอนอันประเสริฐที่ปราสาทและนั่งบนตั่งและวอเป็นต้น
เที่ยวไป. ด้วยเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปราสาทและวอดังนี้. บทว่า ปรากฏ
แก่ท้าวอาทิผิด อักขระมหาราชผู้ทรงยศ ความว่า ยานเหล่านี้ย่อมเกิดขึ้นแก่ท้าวมหาราช
ผู้ทรงยศ ผู้ถึงพร้อมด้วยอนุภาพอย่างนี้.
บทว่า และท้าวมหาราชนั้นได้ทรงนิรมิตนครไว้บนอากาศ
ความว่า พระราชานั้นได้ทรงนิรมิตนครมี อาฏานาฏานครเป็นต้น เหล่านั้น
ไว้บนอากาศ คือ นครทั้งหลายได้มีแล้ว. ก็นครหนึ่งของท้าวมหาราชนั้น
ได้ชื่อ อาฏานาฏา นครหนึ่งชื่อ กุสินาฏา นครหนึ่งชื่อ ปรกุสินาฏา
 
๑๖/๒๒๐/๑๕๐

วันศุกร์, เมษายน 17, 2569

Banphot

 
องค์ไปในคิชฌกูฏบรรพตอาทิผิด อักขระมาปรากฏอยู่ตรงหน้าท่านพระมหากัปปินะ ณ มัททกุจ-
ฉิมฤคทายวัน เปรียบเหมือนบุรุษมีกำลังเหยียดแขนที่คู้อาทิผิด อาณัติกะ หรือคู้อาทิผิด อาณัติกะแขนที่เหยียด
ฉะนั้น แล้วพระองค์ประทับนั่งเหนือพุทธอาสนะที่เขาจัดถวาย ฝ่ายท่านพระ
มหากัปปินะถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง.
พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงได้ตรัสคำอาทิผิด อักขระนี้กะท่านพระกัปปินะผู้นั่ง ณ ที่ควร
ส่วนข้างหนึ่งว่า ดูก่อนกัปปินะ เธอไปในที่สงัดหลีกเร้นอยู่ ได้มีความปริวิตก
แห่งจิตเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า เราควรไปทำอุโบสถ หรือไม่ควรไป ควรไปทำ
สังฆกรรม หรือไม่ควรไป โดยที่แท้ เราเป็นผู้หมดจดแล้วด้วยความหมดจด
อย่างยิ่ง ดังนี้มิใช่หรือ.
ท่านพระมหากัปปินะทูลรับว่า เป็นอย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนพราหมณ์ทั้งหลาย ถ้าพวกเธอไม่
สักการะ ไม่เคารพ ไม่นับถือ ไม่บูชา ซึ่งอุโบสถ เมื่อเป็นเช่นนี้ ใครเล่าจัก
สักการะ เคารพ นับถือ บูชา ซึ่งอุโบสถ ดูก่อนพราหมณ์ เธอจงไปทำ
อุโบสถ จะไม่ไปไม่ได้ จงไปทำสังฆกรรม จะไม่ไปไม่ได้.
ท่านพระมหากัปปินะรับสนองพระพุทธพจน์ว่า อย่างนั้น พระพุทธ-
เจ้าข้า.
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงชี้แจงให้ท่านพระมหากัปปินะเห็น-
แจ้ง สมาทาน อาจหาญ ร่าเริงด้วยธรรมีกถา แล้วได้ทรงหายพระองค์ไปในที่
ตรงหน้าท่านพระมหากัปปินะ ณ มัททกุจฉิมฤคอาทิผิด ทายวัน มาปรากฏ ณ คิชฌกูฏ-
บรรพต โดยรวดเร็ว เปรียบเหมือนบุรุษมีกำลัง เหยียดแขนที่คู้หรือคู้แขนที่
เหยียดฉะนั้น.
 
๖/๑๕๓/๓๘๕

วันพฤหัสบดี, เมษายน 16, 2569

Diao

 
ไปกล่าวสะเปะสะปะเหมือนกับว่า ผมยังไม่ได้พระสูตรว่า อริยสาวกจะยึด
เอาผลให้ได้ ธรรมดาภิกษุผู้จะแก้ปัญหาควรอยู่ในสำนักอาจารย์ เรียน
เอาพระพุทธพจน์ทราบอรรถรสแล้วกล่าวถ้อยคำ.

ญาณ ๗ เหล่านี้ จัดเป็นญาณเครื่องพิจารณาของพระอริยสาวก
ทีเดียว. โลกุตตรมรรค ที่ชื่อว่า มีขณะจิตมากย่อมไม่มี พึงให้ยอมรับว่า
“มีขณะจิตเดียวอาทิผิด อักขระเท่านั้น” ถ้าเขาจะรู้ก็จงรู้หาก ไม่รู้ ก็จงส่งไปว่า “ท่านจงไป
เข้าวิหารแต่เช้าตรู่แล้วดื่มข้าวต้มเสีย.” คำที่เหลือในบททั้งปวงตื้นนั่นเทียว
แล.

จบอรรถกถาโกสัมพิกสูตร.
 
๑๙/๕๕๐/๔๔๐

วันพุธ, เมษายน 15, 2569

Laeo

 
จิต ย่อมพยาบาท ย่อมละปกติภาวะ ด้วยธรรมชาตินี้ เช่นกับขนม
กุมมาสบูดเป็นต้น เหตุนั้นธรรมชาตินี้ จึงชื่อว่า พยาปาทะ.
จิตใด ย่อมทำลาย หรือย่อมทำให้เสียหาย หรือย่อมพินาศไป เพราะ
ถึงการเปลี่ยนแปลง เพราะฉะนั้น จิตนั้นจึงชื่อว่า ปโทสะ (คือประทุษร้าย).
คำทั้งสองนี้ เป็นชื่อของความโกรธโดยแท้. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มี-
พระภาคเจ้า จึงตรัสว่า โย พยาปาโท โส ปโทโส โย ปโทโส โส
พยาปาโท (แปลว่า ความพยาบาทอันนั้น ชื่อว่า ความประทุษร้าย ความ
ประทุษร้ายอันนั้น ชื่อว่า ความพยาบาท) ดังนี้ ก็เพราะศัพท์นี้ ท่านยกขึ้น
แสดงแล้ว ด้วยสามารถแห่งการสงเคราะห์แก่สัตว์ทั้งปวง ฉะนั้น พระองค์
จึงไม่ตรัสว่า สพฺพปาณภูตหิตานุกมฺปี แต่ตรัสว่า อพฺยาปนฺนจิตฺโต
เพียงเท่านี้.
ความป่วยแห่งจิต ชื่อว่า ถีนะ. ความป่วยแห่งเจตสิก ชื่อว่า มิทธะ.
ถีนะด้วย มิทธะด้วย เรียกว่า ถีนมิทธะ.
สองบทว่า สนฺตา โหนฺติ (แปลว่า สงบ) ได้แก่ ธรรมทั้งสอง
คือถีนมิทธะเหล่านั้น ชื่อว่า สงบลงแล้ว เพราะความสงบลงด้วยนิโรธ. ในที่นี้
ท่านทำการแยกถ้อยคำไว้ โดยหมายเอาถีนมิทธะนี้.
คำว่า อาโลกสญฺี (แปลว่า มีอาโลกสัญญา) ได้แก่ ผู้ประกอบ
ด้วยสัญญาอันบริสุทธิ์ ซึ่งมีนิวรณ์ไปปราศแล้วอาทิผิด อักขระ เพื่อสามารถอันจำอาโลกะ
อันตนเห็นแล้วในเวลาราตรีบ้าง ในเวลากลางวันบ้าง.
คำว่า สโต สมฺปชาโน (แปลว่า มีสติสัมปชัญญะ) ได้แก่ ผู้
ประกอบด้วยสติ และญาณ. ก็คำว่า จตฺตตฺตา (แปลว่า เพราะความที่ถีน-
 
๗๘/๗๔๐/๔๒๗

วันอังคาร, เมษายน 14, 2569

Traiphet

 
ต่อจากพระเวสสภูก็มาถึง พระสัมพุทธเจ้าผู้เป็น
ใหญ่ในทวีป ทรงพระนามว่า กกุสันธะ หาคนเทียบ
เคียงมิได้ ยากที่ใครๆ จะต่อกรได้.
ในกาลต่อจากพระองค์ พระศาสดาทรงพระนามว่า โกนาคมนะ
เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว แม้สาวกสันนิบาตของพระองค์ก็มีครั้งเดียว ในสันนิบาตนั้น
ได้มีภิกษุสามหมื่นรูป ในกาลนั้นพระโพธิสัตว์เป็นพระราชาทรงพระนามว่า
ปัพพตะ มีหมู่อำมาตย์แวดล้อมเสด็จไปยังสำนักของพระศาสดา สดับพระ-
ธรรมเทศนาแล้วนิมนต์ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ถวายมหาทานแล้ว
ถวายผ้าปัตตุณณะ [ผ้าไหม] จีนปฏะ [ผ้าขาวในเมืองจีน] ผ้าไหมผ้ากัมพล
และผ้าเปลือกไม้เนื้อดี รวมทั้งผ้าที่ทอด้วยทองคำ แล้วทรงผนวชในสำนัก
ของพระศาสดา แม้พระองค์ก็ทรงพยากรณ์เขาไว้ พระนครของพระผู้มีพระ
ภาคเจ้าพระองค์นั้น นามว่า โสภวดี พราหมณ์นามว่า ยัญญทัตตะ เป็น
พระบิดา นางพราหมณ์นามว่า อุตตรา เป็นพระมารดา พระอัครสาวกนามว่า
ภิยโยสะองค์หนึ่ง นามว่าอุตตระองค์หนึ่ง อุทุมพรพฤกษ์ [ต้นมะเดื่อ] เป็น
ต้นไม้ตรัสรู้ พระสรีระสูงได้ ๒๐ ศอก พระชนมายุได้ ๓๐,๐๐๐ ปี.
ต่อจากพระกกุสันธะ พระสัมพุทธเจ้าผู้สูงสุดกว่า
นระทรงพระนามว่า โกนาคมนะ ผู้เป็นพระชินเจ้า ผู้
เป็นพระโลกเชษฐ์พระนราสภ.
ในกาลต่อจากพระองค์ พระศาสดาทรงพระนามว่ากัสสปะเสด็จอุบัติ
ขึ้นแล้ว แม้สาวกสันนิบาตของพระองค์ก็มีครั้งเดียวเท่านั้น ในสันนิบาตนั้นมี
ภิกษุสองหมื่น ในคราวนั้นพระโพธิสัตว์เป็นมาณพชื่อ โชติปาละ เรียนจบ
ไตรเพทอาทิผิด อักขระ เป็นผู้มีชื่อเสียงทั้งบนแผ่นดินและกลางหาว ได้เป็นมิตรของช่างหม้อ
 
๕๕/๑/๗๒

วันจันทร์, เมษายน 13, 2569

Nam

 
จงคบผู้นั้น ผู้กระทำกรรมอันบริสุทธิ์ มีปัญญา
เถิด.
แน่ะพ่อ เจ้าอย่าคบบุรุษที่มีจิตกลับ-
กลอกดุจผ้าที่ย้อมด้วยน้ำอาทิผิด อาณัติกะขมิ้น รักง่ายหน่าย
เร็ว ถึงแม้ว่าพื้นชมพูทวีปจะพึงไร้มนุษย์.
เจ้าจงเว้นคนเช่นนั้นเสียให้ห่างไกล
เหมือนบุคคลผู้ละเว้นอสรพิษที่ดุร้าย เหมือน
บุคคลผู้ละเว้นหนทางที่เปื้อนคูถ และเหมือน
บุคคลผู้ไปด้วยยานละเว้นหนทางที่ขรุขระ
ฉะนั้น.
แน่ะพ่อ ความพินาศย่อมมีแต่ผู้ที่คบ
คนพาล เจ้าอย่าสมาคมกับคนพาลเลย การอยู่
ร่วมกับคนพาลเป็นทุกข์ทุกเมื่อ เหมือนอยู่
ร่วมกับศัตรูฉะนั้น.
แน่ะพ่อ เพราะเหตุนั้น พ่อจึงขอร้อง
เจ้า ขอเจ้าจงกระทำตามคำของพ่อ เจ้าอย่า
สมาคมกับคนพาลเลย เพราะการสมาคมกับ
คนพาลเป็นทุกข์.
 
๕๙/๙๔๓/๑๗๕

วันอาทิตย์, เมษายน 12, 2569

Tok

 
บทว่า ทเทยฺย คือ พึงมอบถวาย (หรือเพิ่มถวาย).
ก็แล พึงถวายปัจจัยนั้น ด้วยจิตอันเลื่อมใส ไม่ยังความเลื่อมใสแห่ง
จิตให้คลายเสีย. จริงอยู่ ทายกนั้นจะรู้ทั่วถึงธรรมใดในพระศาสนานี้แล้ว เป็น
ผู้ไม่มีอาสวะ ปรินิพพาน ภิกษุผู้เป็นพหูสูตเหล่านั้น ย่อมแสดงธรรมนั้น ซึ่ง
เป็นเครื่องบรรเทาทุกข์ทั้งปวง แก่เขาผู้มีจิตผ่องใสอย่างนั้น ฉะนี้แล.
[ว่าด้วยสายอาทิผิด อักขระยูเป็นต้น]
วินิจฉัยในคำว่า อาวิญฉนฉิททํ อาวิญฺฉนรชฺชุํอาทิผิด นี้ มีความว่า
ขึ้นชื่อว่าเชือก แม้ถ้าเป็นของที่ทำด้วยหางเสือ ควรแท้. เชือกบางอย่างไม่
ควรหามิได้.
ดาล ๓ ชนิดนั้น ได้แก่ กุญแจ ๓ อย่าง.
วินิจฉัยในคำว่า ยนตกํ สูจิกํ นี้ว่า ภิกษุควรทำกุญแจยนต์ที่ตน
รู้จัก และลูกกุญแจสำหรับไขกุญแจยนต์นั้น.
ที่ชื่อว่าหน้าต่างสอบบน คล้ายเวทีแห่งเจดีย์
ที่ชื่อว่าหน้าต่างตาข่าย ได้แก่ หน้าต่างที่ขึงข่าย.
มีชื่อว่าหน้าต่างซี่ ได้แก่ หน้าต่างลูกอาทิผิด อักขระกรง.
ในคำว่า จกฺกลิกํอาทิผิด นี้ มีความว่า เราอนุญาตให้ผูกผ้าเล็ก ๆ คล้าย
ผ้าเช็ดเท้า.
คำว่า วาตปานภิสิกํ มีความว่า เราอนุญาตให้ทำเสื่อ ได้ขนาด
หน้าต่างผูกไว้.
[ว่าด้วยเตียงและตั่ง]
บทว่า มิฒึ ได้แก่ กระดานตั่ง
บทว่า วิทลมญฺจํ ได้แก่ เตียงหวาย หรือเตียงที่สานด้วยตอกอาทิผิด อักขระไม้อาทิผิด สระไผ่.
 
๙/๓๓๖/๑๗๙

วันเสาร์, เมษายน 11, 2569

Upachaya

 
รูปสันตติ กพฬิงการาหาร ที่กรรมไม่ได้แต่งขึ้น รูปทั้งนี้เรียกว่า รูปเป็น
อนุปาทินนุปาทานิยะที่เป็นอัปปฏิฆะ.
[๖๔๖] รูปเป็นอุปาทินนุปาทานิยะที่เป็นมหาภูต นั้น เป็นไฉน ?
โผฏฐัพพายตนะ อาโปธาตุ ที่กรรมแต่งขึ้น รูปทั้งนี้เรียกว่า รูป
เป็นอุปาทินนุปาทานิยะที่เป็นมหาภูต.
รูปเป็นอุปาทินนุปาทานิยะที่ไม่เป็นมหาภูต นั้น เป็นไฉน ?
จักขายตนะ ฯลฯ กายายตนะ อิตถินทรีย์ ปุริสินทรีย์ ชีวิตินทรีย์
หรือรูปแม้อื่นใด มีอยู่ ได้แก่ รูปายตนะ คันธายตนะ รสายตนะ อากาศธาตุ
รูปอุปจยะอาทิผิด อักขระ รูปสันตติ กพฬิงการาหาร ที่กรรมแต่งขึ้น รูปทั้งนี้เรียกว่า รูป
เป็นอุปาทินนุปาทานิยะที่ไม่เป็นมหาภูต.
รูปเป็นอนุปาทินนุปาทานิยะที่เป็นมหาภูต นั้น เป็นไฉน ?
โผฏฐัพพายตนะ อาโปธาตุ ที่กรรมไม่ได้แต่งขึ้น รูปทั้งนี้เรียกว่า
รูปเป็นอนุปาทินนุปาทานิยะที่เป็นมหาภูต.
รูปเป็นอนุปาทินนุปาทานิยะที่ไม่เป็นมหาภูต นั้น เป็นไฉน ?
สัททายตนะ กายวิญญัตติ วจีวิญญัตติอาทิผิด อักขระ รูปลหุตา รูปมุทุตา รูปกัม-
มัญญตา รูปชรตา หรือรูปแม้อื่นใด มีอยู่ ได้แก่ รูปายตนะ คันธายตนะ
รสายตนะ อากาศธาตุ รูปอุปจยะ รูปสันตติ กพฬิงการาหาร ที่กรรมไม่ได้
แต่งขึ้น รูปทั้งนี้เรียกว่า รูปเป็นอนุปาทินนุปาทานิยะอาทิผิด สระที่ไม่เป็นมหาภูต.
[๖๔๗] รูปเป็นอุปาทินนุปาทานิยะที่หยาบ นั้น เป็นไฉน ?
จักขายตนะ ฯลฯ กายายตนะ หรือรูปแม้อื่นใด มีอยู่ ได้แก่
รูปายตนะ คันธายตนะ รสายตนะ โผฏฐัพพายตนะ ที่กรรมแต่งขึ้น รูปทั้ง
นี้เรียกว่า รูปเป็นอุปาทินนุปาทานิยะที่หยาบ.
 
๗๖/๖๔๖/๓๑๕