วันพฤหัสบดี, กันยายน 03, 2569

Chuea

 
บทว่า ภิยฺโย วณฺณ ปสีทติ ความว่า สีหน้าของท่านย่อม
ผ่องใสแม้ยิ่งกว่าสีตามปกติ.
ได้ยินว่า ในคราวนั้น พระเถระเกิดความปีติโสมนัสเป็นอย่างยิ่ง
ว่า ถ้าพวกโจรเหล่านั้นจักฆ่าเรา. เราก็จักปรินิพพานโดยหมดเชื้ออาทิผิด ในบัดนี้
แหละ ภาระคือทุกข์จักปราศจากไป.
บทว่า เอวรูโป มหพฺภเย ความว่า เมื่อปรากฏมรณภัยอันใหญ่
หลวงเช่นนี้, อีกอย่างหนึ่ง บทว่า เอวรูเป มหพฺภเย นี้เป็นสัตตมีวิภัตติ
ใช้ในอรรถว่า เหตุบัดนี้ พระเถระเมื่อจะแสดงธรรมโดยมุ่งให้คำตอบแก่
หัวหน้าโจร จึงได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ความว่า
ดูก่อนนายโจร ทุกข์ทางใจย่อมไม่มีแก่ผู้ไม่ห่วงใย
ในชีวิต ความกลัวทั้งปวงอันเราผู้สิ้นสังโยชน์ล่วงพ้นได้
แล้ว เมื่อตัณหาเครื่องนำไปสู่ภพสิ้นไปแล้ว ความกลัว
ตายในปัจจุบัน มิได้มีด้วยประการใดประการหนึ่งเลย
ดุจบุรุษไม่กลัวความหนัก เพราะวางภาระแล้วฉะนั้น
พรหมจรรย์เราประพฤติดีแล้ว แม้ธรรมเราก็อบรมดีแล้ว
เราไม่มีความกลัวตาย เหมือนบุคคลไม่กลัวโรค เพราะ
โรคสิ้นไปแล้วฉะนั้น พรหมจรรย์เราประพฤติดีแล้ว แม้
มรรคเราก็อบรมดีแล้ว ภพทั้งหลายอันไม่น่ายินดีเราได้
เห็นแล้ว เหมือนคนดื่มยาพิษแล้วบ้วนทิ้งฉะนั้น บุคคล
ผู้ถึงฝั่งแห่งภพ ไม่มีความถือมั่น ทำกิจเสร็จแล้ว หมด
อาสวะ ย่อมยินดี เพราะเหตุความสิ้นอายุ เหมือน
บุคคลพ้นจากการถูกประหารฉะนั้น บุคคลผู้บรรลุธรรม
 
๕๓/๓๘๕/๗

วันพุธ, กันยายน 02, 2569

Kamlai

 
สวยงาม ทัดทรงดอกไม้ ลูบไล้ด้วยกระแจะจันทร์ ฟ้อน
รำอยู่ในวงดนตรีที่ถนนหลวง ท่ามอาทิผิด อักขระกลางพระนคร เป็น
ดุจบ่วงแห่งมัจจุราชอันธรรมชาติมาดักไว้ เพราะฉะนั้น
การกระทำไว้ในใจโดยอุบายอันแยบคาย จึงบังเกิดขึ้น
แก่เรา อาทีนวโทษปรากฏแก่เรา ความเบื่อหน่ายก็ตั้งลง
มั่น ลำดับนั้น จิตของเราก็หลุดพ้นจากสรรพกิเลส ขอ
ท่านจงดูความที่แห่งธรรมเป็นธรรมอันดีเลิศ เราได้บรรลุ
วิชชา ๓ แล้ว ได้ทำกิจพระพุทธศาสนาเสร็จแล้ว.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อลงฺกตา ความว่า มีตัวประดับด้วย
อาภรณ์มีกำไลอาทิผิด อักขระมือเป็นต้น. บทว่า สุวสนา ได้แก่ เครื่องนุ่งห่มผ้าดี คือ
นุ่งผ้างาม. บทว่า มาลินี ได้แก่ทัดทรงดอกไม้ คือมีพวงดอกไม้ประดับ
แล้ว. บทว่า จนฺทนุสฺสทา ได้แก่มีร่างกายลูบไล้ด้วยกระแจะจันทน์.
บทว่า มชฺเฌ มหาปเถ นารี ตูริเย นจฺจติ นฏฺฏกี ความว่า หญิงนักฟ้อน
คือหญิงฟ้อนรำคนหนึ่ง ในสถานที่ตามที่กล่าวแล้ว ฟ้อนรำอยู่ในวงดนตรี
มีองค์ ๕ ในท่ามกลางถนนพระนคร คือกระทำการฟ้อนรำอยู่ตาม
ปรารถนา. บทว่า ปิณฺฑิกาย ได้แก่ เพื่อภิกษา. บทว่า ปวิฏฺโฐมฺหิ
ได้แก่ เราเข้าไปยังพระนคร. บทว่า คจฺฉนฺโต นํ อุทิกฺขิสํ ความว่า เมื่อ
เดินไปบนถนนในพระนคร ตรวจดูถนนเพื่อกำจัดอันตราย ได้แลดูหญิง
นักฟ้อนนั้น. ถามว่าเหมือนอะไร ? แก้ว่า เหมือนบ่วงแห่งมัจจุราช อัน
ธรรมชาติมาดักไว้, อธิบายว่า อารมณ์มีรูปเป็นต้น อันเป็นบ่วงแห่ง
มัจจุ คือแห่งมัจจุราช อันธรรมชาติดักไว้ คือเที่ยวสัญจรอยู่ในโลก ย่อม
นำมาซึ่งความพินาศโดยส่วนเดียวฉันใด หญิงนักฟ้อนแม้นั้นก็ฉันนั้น
 
๕๒/๓๒๓/๔

วันอังคาร, กันยายน 01, 2569

Yai

 
อัศจรรย์ในปรากฏการณ์ที่ไม่เคยมี. แผล (เก่า) ของท่านได้ผุดขึ้นในทันใด
นั่นเอง. ท่านอันภิกษุทั้งหลาย ถามว่า อาวุโส ท่านเสวยทุกข์เช่นนั้นอยู่
สามารถขวนขวายวิปัสสนาได้อย่างไร ? เมื่อจะแสดงความว่า ดูก่อนอาวุโส
จะป่วยกล่าวไปไยอาทิผิด สระ ถึงโทษในสงสารของเรา ก็สภาพของสังขารทั้งหลาย ท่าน
ทั้งหลายก็เห็นดีแล้ว เราแม้เสวยทุกข์เช่นนั้น อยู่อย่างนี้ ก็ยังสามารถเจริญ
วิปัสสนาแล้วบรรลุพระอรหัตได้ จึงกล่าวคาถา ๒ คาถาว่า
ภพอะไรที่เที่ยงไม่มี แม้สังขารที่เที่ยงก็ไม่มี
ขันธ์เหล่านั้น ย่อมเวียนเกิดและเวียนดับไป เรารู้โทษ
อย่างนี้แล้ว จึงไม่มีความต้องการด้วยภพ เราสลัดตน
ออกจากกามทั้งปวง บรรลุถึงความสิ้นอาสวะแล้ว
ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นตฺถิ โกจิ ภโว นิจฺโจ ความว่า
ภพทั้งหลาย แยกประเภทออกไปอย่างนี้ คือ กรรมภพ อุปปัตติภพ กามภพ
รูปภพ อรูปภพ สัญญีภพ อสัญญีภพ เนวสัญญีนาสัญญีภพ เอกโวการภพ
จตุโวการภพ (และ) ปัญจโวการภพ. แม้ในบรรดาภพเหล่านั้น ภพอย่างใด
อย่างหนึ่ง ที่จำแนกออกไปอย่างนี้ว่า เลว ปานกลาง อุกฤษฏ์ มีอายุยืน
มากด้วยความสุข มีสุขและทุกข์คลุกเคล้ากันไป ดังนี้ จะเที่ยง ยั่งยืน มั่นคง
มีอันไม่ต้องเพ่งดูเป็นธรรมดา ไม่มีเลย เพราะต้องอาศัยเหตุนั้น ๆ จึงเกิดขึ้น
ประกอบความว่า ก็เพราะการณ์เป็นอย่างนี้แหละ ฉะนั้น แม้สังขารทั้งหลาย
จะชื่อว่าเที่ยงไม่มีเลย.
สังขารทั้งหลายนั่นแหละ ชื่อว่าเป็นของเกิดแล้ว โดยการกำหนด
หมายรู้ เพราะอาศัยเบญจขันธ์ อันได้นามว่าสังขาร เพราะเหตุที่ปัจจัยทั้งหลาย
 
๕๑/๒๕๘/๘

วันจันทร์, สิงหาคม 31, 2569

Ton

 
พระสุตตันตปิฎก
ขุททกนิกาย เถรคาถา
เล่มที่ ๒ ภาคที่ ๓
ตอนที่ ๑
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
เถรคาถา
[๑๓๗] ขอท่านทั้งหลายจงฟังคาถาอันน้อมเข้าไป
สู่ประโยชน์ ของพระเถระทั้งหลาย ผู้มีตนอันอบรม
แล้วบันลืออยู่ ดุจการบันลือแห่งสีหะทั้งหลายอาทิผิด อักขระ ซึ่ง
เป็นสัตว์ประเสริฐ ว่าเหล่าสัตว์ที่มีเขี้ยวทั้งหลาย ที่
ใกล้ถ้ำภูเขา ฉะนั้น ก็พระเถระเหล่านั้น มีชื่อ มีโคตร
มีธรรมเป็นเครื่องอยู่ มีจิตน้อมไปแล้วในธรรมตามที่
ปรากฏแล้ว มีปัญญา เป็นผู้ไม่เกียจคร้าน อยู่ใน
เสนาสนะอันสงัด มีป่า ต้นอาทิผิด ไม้ และภูเขาเป็นต้นนั้น ๆ
ได้เห็นธรรมแจ่มแจ้ง และได้บรรลุนิพพาน อันเป็น
ธรรมไม่แปรผัน เมื่อพิจารณาเห็นผล อันเป็นที่สุดกิจ
ซึ่งตนทำเสร็จแล้ว จึงได้ภาษิตเนื้อความนี้.
 
๕๐/๑๓๗/๑

วันอาทิตย์, สิงหาคม 30, 2569

Yattiphang

 
ข้าพเจ้าเรียนเอาพระธรรมขันธ์จากพุทธ-
สำนัก ๘๒,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ จากสำนักภิกษุ
๒,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ที่เป็นไปในหทัยของ
ข้าพเจ้า จึงมีจำนวน ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์
ดังนี้.
ว่าโดย ภาณวาร มีเพียง ๔ ภาณวาร ว่าโดยวรรค สงเคราะห์
เป็น ๔ วรรคคือ อุรควรรค อุพพริวรรค จูฬวรรค และมหาวรรค.
ใน ๔ วรรคนั้น วรรคแรกมี ๑๒ เรื่อง วรรคที่ ๒ มี ๑๓ เรื่อง
วรรคที่ ๓ มี ๑๐ เรื่อง วรรคที่ ๔ มี ๑๖ เรื่อง รวมความว่า เมื่อ
ว่าโดยเรื่อง ประดับด้วยเรื่อง ๕๑ เรื่อง. ในบรรดาวรรคของเรื่องนั้น
อุรควรรคเป็นวรรคต้น. ในบรรดาเรื่อง มีเรื่องเขตตูปมเปรต
เป็นเรื่องต้น คาถาของเรื่องต้นนั้น มีคำว่า เขตฺตูปมา อรหนฺโต
เป็นต้นเป็นคาถาแรก.
 
๔๙/๘๖/๕

วันเสาร์, สิงหาคม 29, 2569

Phra

 
ปรมัตถทีปนี
อรรถกถาขุททกนิกาย วิมานวัตถุ
คันถารัมภกถา
ข้าพเจ้าขอไหว้พระพุทธเจ้า ผู้มีพระมหากรุณา
เป็นนาถะ ทรงข้ามสังสารสาครด้วยไญยธรรม ทรง
แสดงธรรมอันละเอียดลุ่มลึกมีนัยมีวิจิตร.
ข้าพเจ้าขอไหว้พระอาทิผิด สระธรรมสูงสุด ที่พระสัมมา-
สัมพุทธเจ้าทรงบูชาแล้ว ซึ่งเป็นเครื่องนำผู้สมบูรณ์
ด้วยวิชชาและจรณะออกไปจากโลก.
ข้าพเจ้าขอไหว้พระอริยสงฆ์ ผู้สมบูรณ์ด้วยคุณ
มีศีลเป็นต้น ตั้งอยู่ในมรรคผล เป็นบุญเขตอัน
ยอดเยี่ยม.
บุญใด เกิดจากการไหว้พระรัตนตรัย ดังกล่าว
มานี้ ขอข้าพเจ้าเป็นผู้อันอำนาจบุญนั้นกำจัดอันตราย
ในที่ทั้งปวง.
บุญใด ๆ อันเทวดาทั้งหลายทำไว้ในชาติก่อน ๆ
เทศนาอันใด ที่ทำผลแห่งกรรมให้ประจักษ์ ดำเนิน
ไปโดยการถามและตอบของเทวดาเหล่านั้น โดย
แยกสมบัติ คือผลมีวิมานเป็นต้น ของบุญนั้น ๆ
 
๔๘/๑/๓

วันศุกร์, สิงหาคม 28, 2569

Si

 
บุคคล ๘ จำพวก ๔ คู่ อันสัตบุรุษ
ทั้งหลายสรรเสริญแล้ว บุคคลเหล่านั้น ควร
แก่ทักษิณาทาน เป็นสาวกของพระสุคตเจ้า
ทานที่บุคคลถวายแล้วในท่านเหล่านั้น ย่อม
มีผลมาก สังฆรัตนะแม้นี้เป็นรัตนะอัน
ประณีต ด้วยสัจวาจานี้ ขอความสวัสดีจงมี
แก่สัตว์เหล่านี้
พระอริยบุคคลเหล่าใดในศาสนา
ของพระโคดม ประกอบด้วยดีแล้ว มีใจมั่น
คง เป็นผู้ไม่มีความห่วงใย พระอริยบุคคล
เหล่านั้น บรรลุอรหัตผลที่ควรบรรลุ หยั่ง
ลงสู่อมตนิพพาน ได้ซึ่งความดับกิเลส โดย
เปล่า เสวยผลอยู่ สังฆรัตนะแม้นี้เป็นรัตนะ
อันประณีต ด้วยสัจวาจานี้ ขอความสวัสดี
จงมีแก่สัตว์เหล่านี้
เสาเขื่อนที่ฝังลงดิน ไม่หวั่นไหว
เพราะลมทั้งสี่อาทิผิด อักขระทิศ ฉันใด ผู้ใดพิจารณาเห็น
อริยสัจทั้งหลาย เราเรียกผู้นั้นว่าเป็นสัตบุรุษ
ผู้ไม่หวั่นไหวเพราะโลกธรรม มีอุปมาฉันนั้น
สังฆรัตนะแม้นี้เป็นรัตนะอันประณีต ด้วย
สัจวาจานี้ ขอความสวัสดีจงมีแก่สัตว์เหล่านี้
 
๔๗/๓๑๔/๓

วันพฤหัสบดี, สิงหาคม 27, 2569

Ni

 
ภิกษุใดกำจัดวิตกได้แล้ว ปราบปราม
ดีแล้ว ในภายใน ไม่มีส่วนเหลือ ภิกษุนั้น
ชื่อว่าย่อมละฝั่งในและฝั่งนอกเสียได้เหมือน
งูละคราบเก่าที่คร่ำคร่าแล้วฉะนั้น.
ภิกษุใดไม่แล่นเลยไป ไม่ล้าอยู่
ล่วงกิเลสเป็นเครื่องให้เนิ่นช้านี้อาทิผิด ได้หมดแล้ว
ภิกษุนั้นชื่อว่าย่อมละฝั่งในและฝั่งนอกเสียได้
เหมือนงูละคราบเก่าที่คร่ำคร่าแล้วฉะนั้น.
ภิกษุใดรู้ว่า ธรรมชาติมีขันธ์เป็นต้น
ทั้งหมด นี้เป็นของแปรผัน ไม่แล่นเลยไป
ไม่ล้าอยู่ในโลก ภิกษุนั้นชื่อว่าย่อมละซึ่ง
ฝั่งในและฝั่งนอกเสียได้ เหมือนงูละคราบ
เก่าที่คร่ำคร่าแล้วฉะนั้น.
ภิกษุใดรู้ว่า ธรรมชาติมีขันธ์เป็นต้น
ทั้งหมด นี้เป็นของแปรผัน ปราศจาก
ความโลภ ไม่แล่นเลยไป ไม่ล้าอยู่ในโลก
ภิกษุนั้นชื่อว่าย่อมละซึ่งฝั่งในและฝั่งนอก
เสียได้ เหมือนงูละคราบเก่าที่คร่ำคร่าแล้ว
ฉะนั้น.
ภิกษุใดรู้ว่า ธรรมชาติมีขันธ์เป็นต้น
ทั้งหมดนี้เป็นของแปรผัน ปราศจากราคะ
ไม่แล่นเลยไป ไม่ล้าอยู่ในโลก ภิกษุนั้น
 
๔๖/๒๙๔/๓

วันพุธ, สิงหาคม 26, 2569

Uppasak

 
โดยพระสูตร รวมพระสูตรไว้ ๑๑๒ พระสูตร คือ ในเอกนิบาต ๒๗ สูตร
ในทุกนิบาต ๒๒ สูตร ในติกนิบาต ๕๐ สูตร ในจตุกนิบาต ๑๓ สูตร. อิติ-
วุตตกะนั้น ในบรรดานิบาต มีเอกนิบาตเป็นนิบาตแรก ในบรรดาวรรค
มีปาฏิโภคอาทิผิด อักขระวรรคเป็นวรรคแรก ในบรรดาสูตรมีโลภสูตรเป็นสูตรแรก. อนึ่ง
อิติวุตตกะแม้นั้น มีคำขึ้นต้นที่ท่านพระอานนท์กล่าวไว้ในคราวทำสังคายนา
ใหญ่ครั้งแรก มีอาทิว่า วุตฺตํ เหตํ ภควตาอาทิผิด อักขระ เป็นคำแรก. ก็การสังคายนา
ใหญ่ครั้งแรกนี้นั้น ยกขึ้นสู่แบบแผน ปรากฏอยู่ในวินัยปิฎกแล้วแล. อนึ่ง
กถามรรคใดจะพึงกล่าวไว้ เพื่อจะได้เข้าใจในคำขึ้นต้นในที่นี้ กถามรรค
แม้นั้นก็ได้กล่าวไว้แล้ว โดยพิสดารในอรรถกถาทีฆนิกาย ชื่อ สุมังคลวิลาสินี
เพราะเหตุนั้น นักศึกษาพึงทราบตามนัยที่กล่าวไว้ ในอรรถกถานั้นเถิด.

นิทานวรรณนา
ก็คำขึ้นต้นมีอาทิว่า วุตฺตํ เหตํ ภควตา และพระสูตรมีอาทิว่า
เอกธมฺมํ ภิกฺขเว ปชหถ นี้ใด ในคำขึ้นต้นและพระสูตรนั้น บททั้งหลาย
มีอาทิว่า วุตฺตํ ภควตา เป็นบทนาม. บทว่า อิติ เป็นบทนิบาต. บทว่า
ป ในบทว่า ปชหถ นี้ เป็นบทอุปสรรค. ว่า ชหถ เป็นบทอาขยาต.
พึงทราบการจำแนกบทในที่ทุกแห่งตามนัยนี้.

อธิบายวุตตศัพท์
อนึ่ง โดยอรรถ วุตตศัพท์ที่มีอุปสรรคและไม่มีอุปสรรคอาทิผิด อักขระดูก่อน ย่อม
ปรากฏในอรรถทั้งหลายมีอาทิอย่างนี้ คือ การหว่านพืช การทำพืชที่หว่านให้
เสมอกัน การโกนผม การเลี้ยงชีวิต ความหลุดพ้น การเป็นไปโดยความเป็น
ปาพจน์ การเล่าเรียน การกล่าว.
จริงอย่างนั้น วุตตศัพท์นั่นมาในการหว่านพืช ในประโยคเป็นต้นว่า
 
๔๕/๑๗๙/๖

วันอังคาร, สิงหาคม 25, 2569

Neranchara

 
พระสุตตันตปิฎก
ขุททกนิกาย อุทาน
เล่มที่ ๑ ภาคที่ ๓
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
โพธิวรรคที่ ๑
๑. ปฐมโพธิสูตร
ว่าด้วยปฏิจจสมุปบาทเป็นอนุโลม
[๓๘] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสรู้ใหม่ ๆ ประทับอยู่ที่โคนไม้-
โพธิ์ ใกล้ฝั่งแม่น้ำเนรัญชราอาทิผิด อักขระ ที่ตำบลอุรุเวลา ก็สมัยนั้นแล พระผู้มี
พระภาคเจ้าประทับนั่งเสวยวิมุตติสุขด้วยบัลลังก์อันเดียว ตลอด ๗ วัน
ครั้งนั้นแล พอสัปดาห์นั้นล่วงไป พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จออกจากสมาธิ
นั้น ได้อาทิผิด อักขระทรงมนสิการปฏิจจสมุปบาทอันเป็นอนุโลมด้วยดีตลอดปฐมยาม
แห่งราตรี ดังนี้ว่า เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้ก็มี เพราะสิ่งนี้เกิด สิ่งนี้จึงเกิด คือ
เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยจึงมีสังขาร เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ
เพราะวิญญาณเป็นปัจจัยจึงมีนามรูป เพราะนามรูปเป็นปัจจัยจึงมีสฬาย-
ตนะ เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัยจึงมีผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัยจึงมี-
 
๔๔/๓๘/๑

วันจันทร์, สิงหาคม 24, 2569

Dang

 
ถึงเสบียงทางของท่านก็หามีไม่ ท่านนั้นจงทำที่พึ่ง
แก่ตน จงรีบพยายาม จงเป็นบัณฑิต ท่านเป็นผู้มี
มลทินอันกำจัดได้แล้ว ไม่มีกิเลสเพียงดังอาทิผิด เนิน จักไม่
เข้าถึงชาติชราอีก.
๒. ผู้มีปัญญาทำกุศลอยู่คราวละน้อย ๆ ทุก ๆ
ขณะโดยลำดับ พึงกำจัดมลทินของตนได้ เหมือน
ช่างทองปัดเป่าสนิมทองอาทิผิด อักขระฉะนั้น.
๓. สนิมตั้งขึ้นแต่เหล็ก ครั้นตั้งขึ้นแต่เหล็กแล้ว
ย่อมกัดเหล็กนั่นเอง ฉันใด กรรมทั้งหลายของตน
ย่อมนำบุคคลผู้มักประพฤติล่วงปัญญาชื่อว่า โธนา ไป
สู่ทุคติ ฉันนั้น.
๔. มนต์ทั้งหลาย มีอันไม่ท่องบ่นเป็นมลทิน
เรือนมีความไม่อาทิผิด หมั่นเป็นมลทิน ความเกียจคร้านเป็น
มลทินของผิวพรรณ ความประมาทเป็นมลทินของ
ผู้รักษา.
๕. ความประพฤติชั่วเป็นมลทินของสตรี ความ
ตระหนี่เป็นมลทินของผู้ให้ ธรรมอันลามกทั้งหลาย
เป็นมลทินแล ทั้งในโลกนี้ ทั้งในโลกหน้า เราจะบอก
มลทินอันยิ่งกว่ามลทินนั้น อวิชชาเป็นมลทินอย่างยิ่ง
ภิกษุทั้งหลาย ท่านทั้งหลายละมลทินนั่นได้แล้ว ย่อม
เป็นผู้หมดมลทิน.
 
๔๓/๒๘/๒

วันอาทิตย์, สิงหาคม 23, 2569

Bap

 
๔. แม้คนผู้ทำบาปอาทิผิด ย่อมเห็นบาปว่าดี ตลอด
กาลที่บาปยังไม่เผล็ดผล แต่เมื่อใดบาปเผล็ดผล
เมื่อนั้นเขาย่อมเห็นบาปว่าชั่ว ฝ่ายคนทำกรรมดี ย่อม
เห็นกรรมดีว่าชั่ว ตลอดกาลที่กรรมดียังไม่เผล็ดผล
แต่เมื่อใดกรรมดีเผล็ดผล เมื่อนั้นเขาย่อมเห็นกรรม
ดีว่าดี.
๕. บุคคลไม่ควรดูหมิ่นบาปว่า บาปมีประมาณ
น้อยจักไม่มาถึง แม้หม้อน้ำยังเต็มด้วยหยาดน้ำที่ตก
ลง (ทีละหยาดๆ) ได้ฉันใด ชนพาลเมื่อสั่งสมบาป
แม้ทีละน้อย ๆ ย่อมเต็มด้วยบาปได้ฉันนั้น.
๖. บุคคลไม่ควรดูหมิ่นบุญว่า บุญมีประมาณ
น้อยจักไม่มาถึง แม้หม้อน้ำยังเต็มด้วยหยาดน้ำที่
ตกลงมา (ทีละหยาดๆ) ได้ฉันใด ธีรชน (ชนผู้มี
ปัญญา) สั่งสมบุญแม้ทีละน้อยๆ ย่อมเต็มด้วยบุญ
ได้ฉันนั้น.
๗. บุคคลพึงเว้นกรรมชั่วทั้งหลายเสีย เหมือน
พ่อค้ามีทรัพย์มาก มีพวกน้อย เว้นทางอันพึงกลัว
(และ) เหมือนผู้ต้องการจะเป็นอยู่ เว้นยาพิษเสีย
ฉะนั้น.
๘. ถ้าแผลไม่พึงมีในฝ่ามือไซร้ บุคคลพึงนำยา
พิษไปด้วยฝ่ามือได้ เพราะยาพิษย่อมไม่ซึมเข้าไปสู่
 
๔๒/๑๙/๒

วันเสาร์, สิงหาคม 22, 2569

Dok Mai

 
๒. ภิกษุรู้แจ้งกายนี้ว่า มีฟองน้ำเป็นเครื่อง
เปรียบ รู้ชัดกายนี้ว่า มีพยับแดดเป็นธรรม ตัด
พวงดอกไม้ของมารเสียแล้ว พึงถึงอาทิผิด สถานที่มัจจุราช
ไม่เห็น.
๓. มัจจุย่อมพานระผู้มีใจข้องไปในอารมณ์
ต่าง ๆ ผู้เลือกเก็บดอกไม้อยู่เที่ยวไป เหมือนห้วงน้ำ
ใหญ่พัดชาวบ้านอันหลับแล้วไปฉะนั้น.
๔. มัจจุผู้ทำซึ่งที่สุด กระทำนระผู้มีใจข้อง
ในอารมณ์ต่าง ๆ เลือกเก็บดอกไม้อาทิผิด อาณัติกะอยู่เทียว ผู้ไม่อิ่ม
ในกามทั้งหลายนั่นแล สู่อำนาจ.
๕. มุนีพึงเที่ยวไปในบ้าน เหมือนแมลงภู่ไม่
ยังดอก สี และกลิ่นให้ชอกช้ำ ถือเอาแต่รสแล้ว
บินไปฉะนั้น.
๖. บุคคลผู้ไม่ควรทำคำแสยงขนของคนเหล่า
อื่นไว้ในใจ ไม่ควรแลดูกิจที่ทำแล้วและยังมิได้ทำ
ของคนเหล่าอื่น พึงพิจารณากิจที่ทำแล้ว และยัง
มิได้ทำของตนเท่านั้น.
๗. ดอกไม้งามมีสี ไม่มีกลิ่นแม้ฉันใด วาจา
สุภาษิตก็ฉันนั้น ย่อมไม่มีผลแก่ผู้ไม่ทำอยู่ ดอกไม้
งามมีสี พร้อมด้วยกลิ่นแม้ฉันใด วาจาสุภาษิตก็
ฉันนั้น ย่อมมีผลแก่ผู้ทำดีอยู่.
 
๔๑/๑๔/๒

วันศุกร์, สิงหาคม 21, 2569

Chon

 
พูดอยู่ก็ดี ทำอยู่ก็ดี ความสุขย่อมไปตามเขา เพราะ
เหตุนั้น เหมือนเงาไปตามตัว ฉะนั้น.
๓. ก็ชนเหล่าใดเข้าไปผูกความโกรธนั้นว่า ผู้
โน้นได้ด่าเรา ผู้โน้นได้ตีเรา ผู้โน้นได้ชนะเรา ผู้
โน้นได้ลักสิ่งของของเราแล้ว เวรของชนเหล่านั้น
ย่อมไม่ระงับได้ ส่วนชนเหล่าใดไม่เข้าไปผูกความ
โกรธนั้นไว้ว่า ผู้โน้นได้ด่าเรา ผู้โน้นได้ตีเรา ผู้โน้น
ได้ชนะเรา ผู้โน้นได้ลักสิ่งของของเราแล้ว เวรของ
ชนเหล่านั้นย่อมระงับ
๔. ในกาลไหน ๆ เวรทั้งหลายในโลกนี้ ย่อม
ไม่ระงับด้วยเวรเลย ก็แต่ย่อมระงับได้ด้วยความไม่มี
เวร ธรรมนี้เป็นของเก่า.
๕. ก็ชนเหล่านั้นไม่รู้ตัวว่า พวกเราพากัน
ย่อยยับอยู่ในท่ามกลางสงฆ์นี้ ฝ่ายชนเหล่าใดใน
หมู่นั้นย่อมรู้ชัด ความหมายมั่นกันและกันย่อมสงบ
เพราะการปฏิบัติของชนอาทิผิด อักขระพวกนั้น.
๖. ผู้ตามเห็นอารมณ์ว่างาม ไม่สำรวมใน
อินทรีย์ทั้งหลาย ไม่รู้ประมาณในโภชนะ เกียจคร้าน
มีความเพียรเลวทรามอยู่. ผู้นั้นแล มารย่อมรังควาน
ได้ เปรียบเหมือนต้นไม้ที่มีกำลังไม่แข็งแรง ลม
รังควานได้ ฉะนั้น (ส่วน) ผู้ตามเห็นอารมณ์ว่า
ไม่งาม สำรวมดีในอินทรีย์ทั้งหลาย รู้ประมาณใน
 
๔๐/๑๑/๒

วันพฤหัสบดี, สิงหาคม 20, 2569

Sueng

 
ปรมัตถโชติกา
อรรถกถาขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ
ขออาทิผิด อาณัติกะนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

คำปรารภพระคัมภีร์
นิเทศนี้ว่า ข้าพเจ้าถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ
ข้าพเจ้าถึงพระธรรมเป็นสรณะ
ข้าพเจ้าถึงพระสงฆ์เป็นสรณะ
แม้วาระที่ ๒ ที่ ๓ ก็เหมือนกัน เป็นนิเทศอธิบายเรื่องการถึงพระ
สรณตรัย เป็นข้อต้นของคัมภีร์ขุททกปาฐะ.
บัดนี้ เพื่อเปิดเผย จำแนก ทำให้ง่ายซึ่งอาทิผิด อาณัติกะเนื้อความแห่งบาลีนี้ ข้าพเจ้า
จะกล่าวอธิบายข้อนี้ ด้วยอรรถกถาขุททกปาฐะ ชื่อว่าปรมัตถโชติกา
ข้าพเจ้าไหว้พระรัตนตรัย ที่สูงสุดแห่งวัตถุ
ทั้งหลายที่ควรไหว้แล้ว จักทำการพรรณนาความแห่ง
ขุททกปาฐะ การพรรณนานี้อันข้าพเจ้าผู้รู้พระศาสนา
น้อยทำได้ยากยิ่ง เพราะขุททกปาฐะ มีอรรถลึกซึ้งก็จริง
อยู่ ถึงอย่างนั้น เพราะเหตุที่ข้อวินิจฉัยของท่านบุรพา-
จารย์ยังมีอยู่เป็นนิตย์ถึงวันนี้ และนวังคสัตถุศาสน์ยัง
ดำรงอยู่อย่างเดิม ฉะนั้น ข้าพเจ้าจะอาศัยนวังคสัตถุ-
 
๓๙/๑/๒

วันพุธ, สิงหาคม 19, 2569

Awippatisan

 
อา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็อวิปปฏิสารอาทิผิด อักขระมีอะไรเป็นผล มีอะไร
เป็นอานิสงส์.
พ. ดูก่อนอานนท์ อวิปปฏิสารอาทิผิด อักขระมีปราโมทย์เป็นผล มีปราโมทย์
เป็นอานิสงส์.
อา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ปราโมทย์มีอะไรเป็นผล มีอะไรเป็น
อานิสงส์.
พ. ดูก่อนอานนท์ ปราโมทย์มีปีติเป็นผล มีปีติเป็นอานิสงส์.
อา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ปีติมีอะไรเป็นผล มีอะไรเป็นอานิสงส์.
พ. ดูก่อนอานนท์ ปีติมีปัสสัทธิเป็นผล มีปัสสัทธิเป็นอานิสงส์.
อา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ปัสสัทธิมีอะไรเป็นผล มีอะไรเป็น
อานิสงส์.
พ. ดูก่อนอานนท์ ปัสสัทธิมีสุขเป็นผล มีสุขเป็นอานิสงส์.
อา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็สุขมีอะไรเป็นผล มีอะไรเป็นอานิสงส์.
พ. ดูก่อนอานนท์ สุขมีสมาธิเป็นผล มีสมาธิเป็นอานิสงส์.
อา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็สมาธิมีอะไรเป็นผล มีอะไรเป็น
อานิสงส์.
พ. ดูก่อนอานนท์ สมาธิมียถาภูตญาณทัสสนะเป็นผล มียถาภูต-
ญาณทัสสนะเป็นอานิสงส์.
อา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ยถาภูตญาณทัสสนะมีอะไรเป็นผล มี
อะไรเป็นอานิสงส์.
พ. ดูก่อนอานนท์ ยถาภูตญาณทัสสนะมีนิพพิทาวิราคะเป็นผล
มีนิพพิทาวิราคะเป็นอานิสงส์.
 
๓๘/๑/๒

วันอังคาร, สิงหาคม 18, 2569

Appiya

 
มโนรถปูรณี
อรรถกถาอังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต
ปฐมปัณณาสก์
ธนวรรคที่ ๑
อรรถกถาอัปปิยสูตรอาทิผิด สระที่ ๑
สัตตกนิบาต อัปปิยอาทิผิด สูตรที่ ๑ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า อนวญฺญตฺติกาโม แปลว่า ผู้ประสงค์เพื่อเป็นผู้มีชื่อเสียง.
จบอรรถกถาอัปปิยสูตรที่ ๑
 
๓๗/๑/๓

วันจันทร์, สิงหาคม 17, 2569

Chu Chan

 
จงดูฤๅษีผู้ประเสริฐนี้ ซึ่งเป็นผู้มีผิวพรรณ
เหมือนทองคำ ที่ไล่มลทินออกแล้ว มีโลมชาติ
ชูอาทิผิด ชันและใจโสมนัส ยืนประนมอัญชลีนิ่งไม่ไหว
ติง ร่าเริง มีนัยน์ตาเต็มดี มีอัธยาศัยน้อมไปใน
คุณของพระพุทธเจ้า มีธรรมเป็นธง หทัยร่าเริง
เหมือนกับถูกรดด้วยน้ำอมฤต
เขาได้สดับคุณของกัจจายนภิกษุแล้ว จึง
ได้ปรารถนาฐานันดรนั้น ในอนาคตกาล ฤๅษี
ผู้นี้จักได้เป็นธรรมทายาทของพระโคดมมหามุนี
เป็นโอรสอันธรรมเนรมิต จักเป็นพระสาวกของ
พระศาสดา มีนามชื่อว่ากัจจายนะ
เขาจักเป็นพหูสูต มีญาณใหญ่ รู้อธิบาย
แจ้งชัด เป็นนักปราชญ์ จักถึงฐานันดรนั้น ดัง
ที่เราได้พยากรณ์ไว้แล้ว
ในกัปที่แสนแต่กัปนี้ เราได้ทำกรรม
ใดในกาลนั้น ด้วยกรรมนั้นเราไม่รู้จักทุคติเลย
นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา
เราท่องเที่ยวอยู่แต่ในสองภพ คือ ใน
เทวดาและมนุษย์ คติอื่นเราไม่รู้จัก นี้เป็นผลแห่ง
พุทธบูชา
เราเกิดในสองสกุล คือ สกุลกษัตริย์และ
สกุลพราหมณ์ เราไม่เกิดในสกุลที่ต่ำทราม
นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา
 
๗๒/๑๒๑/๒๑๔

วันอาทิตย์, สิงหาคม 16, 2569

Pramuk

 
ทำจีวร คราวที่เดินทางไกล คราวที่โดยสารเรือไป คราวประชุมใหญ่
นี้สมัยในเรื่องนั้น.
ก็สิกขาบทนี้ ย่อมเป็นอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติแล้วแก่ภิกษุ
ทั้งหลาย ด้วยประการฉะนี้.
เรื่องทรงอนุญาตให้ฉันเป็นหมู่ในคราวประชุมใหญ่ จบ
ทรงอนุญาตให้ฉันเป็นหมู่ในคราวภัตของสมณะ
[๔๘๒] สมัยต่อมา พระญาติร่วมสายโลหิตของพระเจ้าพิมพิสารจอม
เสนามาคธราชทรงผนวชอยู่ในสำนักอาชีวก คราวนั้นแล อาชีวกนั้นเข้าเฝ้า
พระเจ้าพิมพิสารจอมเสนามาคธราชถึงพระราชสำนัก ครั้นแล้วได้ถวายพระพร
ว่า ขอถวายพระพร อาตมภาพปรารถนาจะทำภัตตาหารเลี้ยงนักบวชที่ถือลัทธิ
ต่าง ๆ ท้าวเธอตรัสว่า พระคุณเจ้าผู้เจริญ ถ้าพระคุณเจ้านิมนต์ภิกษุสงฆ์
มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขอาทิผิด ให้ฉันก่อน ฉันจึงจะจัดทำถวายอย่างนั้นได้
จึงอาชีวกนั้นส่งทูตไปในสำนักภิกษุทั้งหลาย อาราธนาว่า ขอภิกษุ
ทั้งหลาย จงรับภัตตาหารของข้าพเจ้า เพื่อฉันในวันพรุ่งนี้.
ภิกษุทั้งหลายรังเกียจไม่รับนิมนต์ด้วยอ้างว่า การฉันเป็นหมู่ พระผู้มี-
พระภาคเจ้าทรงห้ามแล้ว.
จึงอาชีวกนั้นเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงพุทธสำนัก ครั้นแล้วได้
กราบทูลปราศรัยกับพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้เป็นที่ระลึก
ถึงกันไปแล้วได้ยืน ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง กราบทูลว่า แม้พระโคดมผู้เจริญก็
เป็นบรรพชิต แม้ข้าพเจ้าก็เป็นบรรพชิต บรรพชิตควรรับอาหารของบรรพชิต
ขอพระโคดมผู้เจริญ จงทรงรับภัตตาหารของข้าพเจ้าเพื่อเสวยในวันพรุ่งนี้
พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์เถิด พระพุทธเจ้าข้า.
 
๔/๔๘๒/๔๖๓

วันเสาร์, สิงหาคม 15, 2569

Phirap

 
ยังมีนกทั้งหลายที่ใกล้สระนั้น คือเหล่านกขน
เขียว เรียกนกพระยาลอ พูดเพราะ พร้อมกับตัวเมีย
ร่ำร้องต่อกันและกันบันเทิงอยู่ และเหล่านกที่มีเสียง
ไพเราะ มีนัยน์ตางาม มีหางตาสีขาวทั้งสองข้าง มีขน
ปีกวิจิตร มีอยู่ใกล้สระนั้น อนึ่งเหล่าสกุณชาติที่มีอยู่
ใกล้สระนั้น เป็นพวกนกมีเสียงไพเราะ มีหงอนและ
ขนคอเขียว ร่ำร้องต่อกันและกัน เหล่านกกระไน
นกกด นกเปล้า นกดอกบัว เหยี่ยวแดง เหยี่ยวกัน
ไกร นกกระลิง นกแขกเต้า นกสาลิกาสีเหลือง สี-
แดง สีขาว นกกระจิบ นกหัสดิน นกเค้าโมง
นกเค้าอาทิผิด อักขระ นกแก้ว นกดุเหว่า นกออกดำ นกออกขาว
หงส์ขาว นกค้อนหอย นกระวังไพร หงส์แดง นก
กระไน นกโพระดก นกพระหิด นกพิราบอาทิผิด หงส์ทอง
นกจากพราก ผู้เที่ยวไปทั้งในน้ำและบนบก และนก
หัสดินทรี ร้องน่ายินดี ร้องในกาลเช้ากาลเย็น ยัง
เหล่าสกุณชาติมีสีต่างกันเป็นอันมาก มีอยู่ที่ใกล้สระ
นั้น ร่ำร้องต่อกันและกัน ยินดีกับเหล่าตัวเมีย และ
ทั้งหมดนั้นเสียงไพเราะ ร้องอยู่สองฟากสระมุจลินท์
อนึ่งยังมีเหล่าสกุณชาติชื่อกรวี (การเวก) ที่ใกล้สระ
นั้น ร่ำร้องหากันและกัน ยินดีกับเหล่าตัวเมีย และ
ทั้งหมดนั้นร้องเสียงไพเราะ อยู่สองฟากสระมุจลินท์
 
๖๔/๑๒๖๙/๗๐๗

วันศุกร์, สิงหาคม 14, 2569

Samatha

 
กำหนด ๑๐๐ โยชน์.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีพระประสงค์จะเสด็จจาริกในมณฑลใหญ่
พระองค์ทรงปวารณาในวันมหาปวารณาแล้ว ในวันแรม ๑ ค่ำ จะพร้อม
ด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่เป็นบริวาร เสด็จออกไป ๑๐๐ โยชน์โดยรอบ
ก็จะเกิดการแตกตื่นกันเป็นการใหญ่. คนผู้มาถึงก่อน ๆ จึงจะได้นิมนต์
บรรดามณฑลทั้ง ๒ นอกจากนี้ สักการะก็จะมารวมลงเฉพาะในมหามณฑล
เท่านั้น. พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อเสด็จประทับอยู่ในหมู่บ้านและอำเภอ
นั้น ๆ สิ้น ๑ - ๒ วัน ทรงอนุเคราะห์มหาชนด้วยการทรงรับอามิสทาน
และเจริญกุศลอันเป็นส่วนพ้นวัฏฏสงสารแก่เขา ด้วยทรงประทานธรรม
ทรงให้การจาริกเสร็จสิ้นไปโดย ๙ เดือน.
แต่ถ้าภายในพรรษา สมถะอาทิผิด อักขระและวิปัสสนากรรมฐานของภิกษุทั้งหลาย
ยังอ่อนอยู่ พระองค์ก็จะไม่ทรงปวารณาในวันมหาปวารณา ทรงประทาน
เลื่อนวันปวารณาไป ทรงปวารณาในวันเพ็ญเดือน ๑๒ ต่อถึงวันแรม
๑ ค่ำ เดือนอ้าย จึงพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่เป็นบริวารเสด็จออก
แล้ว เสด็จเข้าไปในมณฑลขนาดกลาง พระองค์มีพระประสงค์จะเสด็จจาริก
ไปในมณฑลขนาดกลางด้วยเหตุอย่างอื่นก็มีบ้าง แต่จะเสด็จประทับอยู่
ตลอด ๔ เดือนเท่านั้น แล้วก็จะเสด็จออกไปตามนัยที่กล่าวแล้วนั่นแหละ.
บรรดามณฑลทั้ง ๒ นอกนี้ สักการะก็จะมารวมลงเฉพาะในมณฑลขนาด
กลางเท่านั้น. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุเคราะห์สัตว์โลกโดยนัยก่อนนั่น
แหละ ทรงให้การจาริกเสร็จสิ้นไปโดย ๘ เดือน.
แต่ถ้าเมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าแม้จะทรงจำพรรษาตลอด ๔ เดือนแล้ว
ก็ตาม เวไนยสัตว์ยังมีอินทรีย์ไม่แก่กล้า พระองค์ก็จะทรงรอคอยให้พวก
 
๑๑/๑๗๗/๕๒๙