พระสุตตันตปิฎก
ทีฆนิกาย มหาวรรค
เล่มที่ ๒ ภาคที่ ๒
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
๖. มหาโควินทสูตร
เรื่องปัญจสิขะ คนธรรพบุตร
[๒๐๙] ข้าพเจ้าฟังมาแล้ว อย่างนี้ :-
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับที่เขาคิชฌกูฏใกล้กรุงราชคฤห์.
ครั้งนั้นแล ปัญจสิขคนธรรพ์บุตร เมื่อราตรีก้าวล่วงแล้ว มีรัศมีงดงามยิ่ง
ส่องเขาคิชฌกูฏให้สว่างไสว แล้วเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ
ถวายอภิวาท พระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วได้ยืนอยู่ ที่ส่วนข้างหนึ่ง. ปัญจสิขคน
ธรรพบุตรยืนแล้วแลที่ส่วนข้างหนึ่ง ได้อาทิผิด อักขระกราบทูลคำนี้กะพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า
พระพุทธเจ้าข้า คำใดที่ข้าพระพุทธเจ้าได้ฟังมาแล้วต่อหน้า ได้รับ
มาแล้วต่อหน้าพวกเทวดาชั้นดาวดึงส์ ข้าพระพุทธเจ้าขอกราบทูลคำนั้นแด่
พระผู้มีพระภาคเจ้า. ปัญจสิขะเธอจงบอกแก่เราเถิด พระพุทธเจ้าข้า วัน
ก่อน หลายวันมาแล้วในวันอุโบสถที่ ๑๕ นั้น ในราตรีวันเพ็ญแห่งปวารณา
เทพชั้นดาวดึงส์ทั้งสิ้นเป็นผู้นั่งประชุมพร้อมกัน ที่สุธรรมาสภาและทิพยบริษัท
ใหญ่เป็นผู้นั่งล้อมรอบ และมหาราชทั้ง ๔ องค์ ต่างเป็นผู้นั่งประจำทิศทั้ง ๔
๑๔/๒๐๙/๑
พระสุตตันตปิฎก
ทีฆนิกาย มหาวรรค
เล่มที่ ๒
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
๑. มหาปทานสูตร
เรื่องภิกษุหลายรูปประชุมกัน
[๑] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้:-
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ กุฏีอาทิผิด อักขระ ใกล้ไม้กุ่มน้ำ ณ พระ-
วิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถปิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี.
ครั้งนั้น ภิกษุมากรูป ในเวลาหลังอาหาร กลับจากบิณฑบาตแล้ว
นั่งประชุมกันในโรงกลมใกล้ไม้กุ่มน้ำ เกิดสนทนาธรรมกันขึ้นเกี่ยวด้วยบุพเพ
นิวาสว่า บุพเพนิวาสแม้เพราะเหตุนี้ บุพเพนิวาสแม้เพราะเหตุนี้ ดังนี้.
พระผู้มีพระภาคได้ทรงสดับถ้อยคำเจรจาอันนี้ของภิกษุเหล่านั้น ด้วย
พระทิพยโสตธาตุอันบริสุทธิ์ ล่วงโสตของมนุษย์.
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จลุกจากอาสนะ เสด็จเข้าไปยังโรง
กลมใกล้ไม้กุ่มน้ำ ประทับนั่งบนอาสนะที่ปูลาดไว้ พระผู้มีพระภาคครั้นประทับ
นั่ง แล้วถามภิกษุทั้งหลายว่าดูกรภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ พวกเธอนั่งประชุมสนทนา
อะไรกัน แม้เพราะเหตุอาทิผิด สระนี้เรื่องอะไรที่พวกเธอพูดค้างไว้ เมื่อตรัสอย่างนี้แล้ว
๑๓/๑/๑

ทั้งหลายจงรอก่อน พราหมณ์โสณทัณฑะจะไปเฝ้าพระสมณโคดมด้วย. ที่
ปรึกษารับคำแล้วไปหาพราหมณ์และคหบดีชาวนครจัมปา แล้วบอกตามคำ
สั่งว่า พราหมณ์โสณทัณฑะสั่งว่า ขอท่านทั้งหลายจงรอก่อน พราหมณ์
โสณทัณฑะจะไปเฝ้าด้วย.
[๑๘๑] สมัยนั้น พวกพราหมณ์ต่างเมืองประมาณ ๕๐๐ คนพักอยู่ใน
นครจัมปาด้วยกรณียกิจบางอย่าง. เขาได้ทราบว่า พราหมณ์โสณทัณฑะ
จักไปเฝ้าพระสมณโคดม จึงพากันเข้าไปหาแล้วถามว่า ได้ทราบว่า ท่านจัก
ไปเฝ้าพระสมณโคดมจริงหรือ. โสณทัณฑะตอบว่า ท่านผู้เจริญ เราคิดว่าจัก
ไปเฝ้าพระสมณโคดมจริง พวกพราหมณ์กล่าวว่า อย่าเลย ท่านโสณทัณฑะ
ท่านไม่ควรไปเฝ้าพระสมณโคดม ถ้าท่านไป ท่านจะเสียเกียรติยศ เกียรติยศ
ของพระสมณโคดมจักรุ่งเรือง ด้วยเหตุนี้แหละ ท่านจึงไม่ควรไป พระ
สมณโคดมต่างหากควรจะเสด็จมาหาท่าน อนึ่ง ท่านเป็นอุภโตสุชาต ทั้ง
ฝ่ายมารดาและบิดา มีครรภ์เป็นที่ถือปฏิสนธิหมดจดดีตลอด ๗ ชั่วคน ไม่
มีใครจะคัดค้านติเตียนได้ด้วยการกล่าวอ้างถึงชาติ เพราะเหตุนี้ ท่านจึงไม่
ควรไปเฝ้าพระสมณโคดม พระสมณโคดมต่างหากควรอาทิผิด สระจะเสด็จมาหาท่าน
อนึ่ง ท่านเป็นผู้มั่งคั่ง มีทรัพย์มาก มีโภคสมบัติมาก....อนึ่ง ท่านเป็นผู้
คงแก่เรียน ทรงจำมนต์ รู้จบไตรเพท พร้อมทั้งคัมภีร์นิฆัณฑุ คัมภีร์
เกตุภะ พร้อมทั้งประเภทอักษร มีคัมภีร์อิติหาส เป็นที่ห้า เป็นผู้เข้าใจ
ตัวบท เป็นผู้เข้าใจไวยากรณ์ ชำนาญในคัมภีร์โลกายตะ และมหาปุริส-
ลักษณะ อนึ่ง ท่านมีรูปงาม น่าดู น่าเลื่อมใส ประกอบด้วยผิวพรรณผุด-
ผ่องยิ่งนัก มีวรรณคล้ายพรหม มีรูปร่างคล้ายพรหม น่าดู น่าชมไม่น้อย
อนึ่ง ท่านเป็นผู้มีศีล มีศีลยั่งยืน ประกอบด้วยศีลยั่งยืน อนึ่ง ท่านเป็นผู้มี
วาจาไพเราะ มีสำเนียงไพเราะ ประกอบด้วยวาจาของชาวเมือง สละสลวย
๑๒/๑๘๑/๓
พระสุตตันตปิฎก
ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค
เล่มที่ ๑
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
๑. พรหมชาลสูตร
เรื่องทิฏฐิ ๖๒
(๑) ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้า เสด็จดำเนินทางไกลระหว่าง
กรุงราชคฤห์ และ เมืองนาลันทา พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ประมาณ
๕๐๐ รูป. แม้ สุปปิยปริพาชก ก็เดินทางไกลระหว่าง กรุงราชคฤห์
และ เมืองนาลันทา พร้อมด้วยพรหมทัตตมาณพผู้เป็นอันเตวาสิก.
ได้ยินว่า ในระหว่างทางนั้น สุปปิยปริพาชก กล่าวติพระพุทธเจ้า
ติพระธรรม ติพระสงฆ์ โดยอเนกปริยาย. ส่วนพรหมทัตตมาณพ
อันเตวาสิกของสุปปิยปริพาชกอาทิผิด สระ กล่าวชมพระพุทธเจ้า ชมพระธรรม
ชมพระสงฆ์ โดยอเนกปริยาย. อาจารย์และอันเตวาสิกทั้งสองนั้น มี
ถ้อยคำเป็นข้าศึกแก่กันและกันโดยตรงฉะนี้ เดินตามพระผู้มีพระภาคเจ้า
และภิกษุสงฆ์ไปข้างหลัง ๆ.
๑๑/๑/๑
ต. พระบัญญัติเป็นวินัย การจำแนกเป็นอภิวินัย
ถ. ในปาราชิกสิกขาบทที่ ๑ นั้น อะไรเป็นปาติโมกข์ ในปาราชิก-
สิกขาบทที่ ๑ นั้น อะไรเป็นอธิปาติโมกข์
ต. พระบัญญัติเป็นปาติโมกข์ การจำแนกเป็นอธิปาติโมกข์
ถ. อะไรเป็นวิบัติ
ต. ความไม่สังวรเป็นวิบัติ
ถ. อะไรเป็นสมบัติ
ต. ความสังวรเป็นสมบัติ
ถ. อะไรเป็นข้อปฏิบัติ
ต. ข้อที่ภิกษุสมาทานอาปาณโกฏิกศีลตลอดชีวิตว่า จักไม่ทำกรรม
เห็นปานนี้ แล้วศึกษาอยู่ในสิกขาบททั้งหลาย เป็นข้อปฏิบัติ
ถ. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติปาราชิกสิกขาบทที่ ๑ เพราะทรง
อาศัยอำนาจประโยชน์เท่าไร
ต. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติปาราชิกสิกขาบทที่ ๑ เพราะทรง
อาศัยอำนาจประโยชน์ ๑๐ ประการ คือ เพื่อความรับว่าดีแห่งสงฆ์ ๑ เพื่อ
ความสำราญแห่งสงฆ์ ๑ เพื่อข่มบุคคลผู้เก้อยาก ๑ เพื่ออยู่อาทิผิด สระสำราญแห่งภิกษุผู้มี
ศีลเป็นที่รัก ๑ เพื่อป้องกันอาสวะอันจะบังเกิดในปัจจุบัน ๑ เพื่อกำจัดอาสวะ
อันจักบังเกิดในอนาคต ๑ เพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส ๑ เพื่อ
ความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว ๑ เพื่อความดำรงมั่นแห่งพระสัทธรรม
๑ เพื่ออนุเคราะห์พระวินัย ๑
ถ. พวกไหนศึกษา
๑๐/๒/๔

พระราชอุทยานว่า ในหลวงมีพระประสงค์ผลมะม่วง ท่านจงถวายผลมะม่วง
คนรักษาพระราชอุทยานตอบว่า ผลมะม่วงไม่มี ภิกษุทั้งหลายเก็บไปฉันหมด
กระทั่งผลอ่อน ๆ มหาดเล็กเหล่านั้น จึงกราบทูลเรื่องนั้น แด่พระเจ้าพิมพิสารๆ
รับสั่งว่า พระคุณเจ้าทั้งหลายฉันผลมะม่วงหมดก็ดีแล้ว แต่อาทิผิด อักขระพระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงสรรเสริญความรู้จักประมาณ ชาวบ้านเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาว่า
ไฉนพระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตรจึงไม่รู้จักประมาณ ฉันผลมะม่วงของ
ในหลวงหมด ภิกษุทั้งหลายได้ยินพวกนั้นเพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนาอยู่ ...
จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า.
พระผู้มีพระภาคเจ้า...ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่พึงฉัน
ผลมะม่วง รูปใดฉัน ต้องอาบัติทุกกฏ.
[๒๔] สมัยต่อมา สัปบุรุษหมู่หนึ่งถวายภัตตาหารแก่สงฆ์ เขาจัด
ผลมะม่วงเป็นชิ้น ๆ ไว้ในกับข้าว ภิกษุทั้งหลายรังเกียจ ไม่รับประเคน...
พระผู้มีพระภาคเจ้า...ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงรับ
ประเคนฉันเถิด เราอนุญาตผลมะม่วงเป็นชิ้น ๆ.
สมณอาทิผิด สระกัปปะ ๕ อย่าง
[๒๕] สมัยต่อมา สัปบุรุษหมู่หนึ่งถวายภัตตาหารแก่สงฆ์ เขาไม่ได้
ฝานมะม่วงเป็นชิ้น ๆ ในโรงอาหารล้วนแล้วไปด้วยผลมะม่วงทั้งนั้น ภิกษุ
ทั้งหลายรังเกียจไม่รับประเคน . . .
พระผู้มีพระภาคเจ้า ...ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงรับ
ประเคนฉันเถิด เราอนุญาตให้ฉันผลไม้โดยสมณกัปปะ ๕ อย่าง คือ
๑. ผลไม้ที่ลนด้วยไฟ
๒. ผลไม้ทำกรีดด้วยศัสตรา
๙/๒๔/๑๐

กรรมวาจาทำตัชชนียกรรม
ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ภิกษุพวกพระ
ปัณฑุกะและพระโลหิตกะนี้ เป็นผู้ก่อความบาดหมาง
ก่อการทะเลาะ ก่อการวิวาท ก่อความอื้อฉาว ก่ออธิกรณ์
ในสงฆ์ ด้วยตนเอง ได้เข้าไปหาภิกษุพวกอื่นที่ร่วมก่อ
ความบาดหมาง ก่อการทะเลาะ ก่อการวิวาท ก่อความ
อื้อฉาว ก่ออธิกรณ์ในสงฆ์ด้วยกัน แล้วกล่าวอย่างนี้ว่า
ท่านทั้งหลาย ผู้นั้นอย่าได้ชนะพวกท่าน พวกท่านจง
โต้ตอบถ้อยคำให้แข็งแรง เพราะพวกท่านเป็นผู้ฉลาด
เฉียบแหลม คงแก่เรียน และสามารถกว่าเขา อย่ากลัว
เขาเลย แม้พวกผมก็จักเป็นฝักฝ่ายของพวกท่าน โดยวิธี
นั้น ความบาดหมางที่ยังไม่อาทิผิด อาณัติกะเกิดย่อมเกิดขึ้น และที่เกิดขึ้น
แล้วย่อมเป็นไปเพื่อความเพิ่มพูน แผ่กว้างออกไป ถ้าความ
พร้อมพรั่งของสงฆ์ถึงที่แล้ว สงฆ์พึงทำตัชชนียกรรมแก่
ภิกษุพวกพระปัณฑุกะและพระโลหิตกะ นี่เป็นญัตติ.
ท่านเจ้าข้า ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า ภิกษุพวก
พระปัณฑุกะและพระโลหิตกะนี้ เป็นผู้ก่อความบาดหมาง
...ก่ออธิกรณ์ในสงฆ์ ด้วยตนเอง ได้เข้าไปหาภิกษุพวกอื่น
ที่ร่วมกันก่อความบาดหมาง......ก่ออธิกรณ์ในสงฆ์ด้วยกัน
แล้วกล่าวอย่างนี้ว่า ท่านทั้งหลาย ผู้นั้นอย่าได้ชนะพวก
ท่าน พวกท่านจงโต้ตอบถ้อยคำให้แข็งแรง เพราะพวก
๘/๓/๕

ครั้งนั้น ชนบริวารทั้งหลายได้นำเศรษฐีบุตรโสณโกฬิวิสะไปด้วย
คานหาม ลำดับนั้น เศรษฐีบุตรโสณโกฬิวิสะได้เข้าเฝ้าพระเจ้าพิมพิสาร จอม
เสนามาคธราช ถวายบังคมแล้วนั่งขัดสมาธิตรงพระพักตร์ของท้าวเธอ ๆ ได้ทอด
พระเนตรเห็นโลมชาติที่ฝ่าเท้าทั้งสองของเขา แล้วทรงอนุศาสน์ประชาราษฎร
ในตำบลแปดหมื่นนั้นในประโยชน์ปัจจุบัน ทรงส่งไปด้วยพระบรมราโชวาทว่า
ดูก่อนพนาย เจ้าทั้งหลายอันเราสั่งสอนแล้วในประโยชน์ปัจจุบัน เจ้าทั้งหลาย
จงไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ๆ ของเราพระองค์นั้นจักทรงสั่งสอนเจ้าทั้งหลาย
ในประโยชน์ภายหน้า ครั้งนั้นพวกเขาพากันไปทางภูเขาคิชฌกูฏ.
พระสาคตเถระแสดงอิทธิปาฏิหาริย์
ก็สมัยนั้น ท่านพระสาคตะเป็นอุปัฏฐากของพระผู้มีพระภาคเจ้า พวก
เขาจึงพากันเข้าไปหาท่านพระสาคตะ แล้วได้กราบเรียนว่า ท่านขอรับ
ประชาชนชาวตำบลแปดหมื่นนี้ เข้ามาในที่นี้ เพื่อเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า
ขอประทานโอกาสขอรับ ขอพวกข้าพเจ้าพึงได้เฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ท่าน
พระสาคตะบอกว่า ถ้าเช่นนั้น พวกท่านจงอยู่ ณ ที่นี้สักครู่หนึ่งก่อน จนกว่า
อาตมาจะกราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าให้ทรงทราบ ดังนี้ และเมื่อพวกเขากำลัง
เพ่งมองอยู่ข้างหน้า ท่านพระสาคตะดำลงไปในแผ่นหินอัฒจันทร์ผุดขึ้นตรง
พระพักตร์ของพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วได้กราบทูลคำนี้กะพระผู้มีพระภาคเจ้า
ว่า พระพุทธเจ้าข้า ประชาชนชาวตำบลแปดอาทิผิด อักขระหมื่นนี้พากันเข้ามา ณ ที่นี้เพื่อ
เฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ๆ ย่อมทรงทราบกาลอันควรในบัดนี้ พระพุทธเจ้าข้า
พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งว่า ดูก่อนสาคตะอาทิผิด สระ ถ้ากระนั้นเธอจงปูลาดอาสนะ ณ
ร่มเงาหลังวิหาร ท่านพระสาคตะทูลสนองพระพุทธดำรัสว่า ทราบเกล้า ฯ แล้ว
พระพุทธเจ้าข้า แล้วถือตั่งดำลงไปตรงพระพักตร์ของพระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อ
๗/๑/๒

ปรากฏไม่ เพราะฉะนั้น ผู้ใดตรึกกามวิตกหรือพยาบาทวิตก หรือวิหิงสาวิตก
คนอื่นที่จะโจทผู้นั้นย่อมไม่มี ผู้นั้นต้องโจทคนด้วยตนอาทิผิด อักขระเองแล้ว เอาห่อ
แห่งใบไม้¹ ขนทรายมาเกลี่ยในที่นี้ ด้วยตั้งใจว่า นี่พึงเป็นทัณฑกรรม จำเดิม
แต่นั้นมาผู้ใดตรึกวิตกเช่นนั้น ผู้นั้นย่อมใช้ห่อแห่งใบไม้ขนทรายมาเกลี่ยในที่
นั้น. ด้วยประการอย่างนี้ กองทรายในที่นั้นจึงใหญ่ขึ้นโดยลำดับ. ภายหลังมา
ประชุมชนในภายหลัง จึงได้แวดล้อมกองทรายใหญ่นั้นทำให้เป็นเจดียสถาน.
ข้าพเจ้าหมายเอากองทรายนั้นกล่าวว่า บทว่า อุรุเวลายํ ได้แก่ที่แดน
ใหญ่ อธิบายว่า ที่กองทรายใหญ่. หมายเอากองทรายนั้นเองกล่าวว่า อีก
ประการหนึ่ง ทราย เรียกว่าอุรุ, เขตคัน เรียกว่าเวลา. และพึงเห็นความใน
บทนี้ อย่างนี้ว่า ทรายที่เขาขนมา เพราะเหตุที่ล่วงเขตคัน ชื่ออุรุเวลา.
บทว่า โพธิรุกฺขมูเล มีความว่า ญาณในมรรค ๔ เรียกว่า โพธิญาณ
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบรรลุโพธิญาณนั้นที่ต้นไม้นี้ เพราะฉะนั้นต้นไม้จึง
พลอยอาทิผิด สระได้นามว่า โพธิพฤกษ์ด้วย ที่โคนแห่งโพธิพฤกษ์นั้นชื่อว่า โพธิรุกขมูล.
บทว่า ปฐมาภิสมพุทฺโธ ได้แก่ แรกตรัสรู้. อธิบายว่า เป็นผู้
ตรัสรู้พร้อมเสร็จก่อนทุกอย่างทีเดียว.
บทว่า เอกปลฺลงฺเกน มีความว่า ประทับนั่ง ด้วยบัลลังก์อันเดียว
ตามที่ทรงคู้แล้วเท่านั้น ไม่เสด็จลุกขึ้นแม้ครั้งเดียว.
บทว่า วิมุตฺติสุขปฏิสํเวที มีความว่า เสวยวิมุตติสุข คือสุขที่เกิด
แต่ผลสมาบัติ.
¹หรือว่าใบไม้สำหรับห่อ ตามนัยอรรถกถา สตฺติคุมฺพชาตก ที่ท่านชักมาไว้ในอาทิผิด สระ มงฺคลตฺถทีปนี ว่า ปตฺตปูฏสฺเสวาติ. . . ปลิเวจนปณฺณสฺเสว. น่าจะเป็นอย่างที่เรียกว่า กระทง คือเอาใบไม้มาเย็บมากลัดติดกันเป็นภาชนะใส่ของได้. ในอาทิผิด สระโยชนา ภาค ๒ หน้า ๑๖๗ แก้ว่า ปตฺตปูเฎนาติ ปณฺณปูเฏน.
๖/๓/๙
พระวินัยปิฎก
เล่ม ๓
ภิกขุนีวิภังค์
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
ปาราชิกกัณฑ์
ปาราชิกสิกขาบทที่ ๑
เรื่องภิกษุณีอาทิผิด สุนทรีนันทาอาทิผิด
[๑]โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน
อารามของอนาถบิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี ครั้งนั้น นายสาฬหะ
หลานของมิคารมาตา มีความประสงค์จะสร้างวิหารถวายภิกษุณีสงฆ์ จึงเข้าไป
หานางภิกษุณีทั้งหลาย แจ้งความประสงค์ว่า แม่เจ้า กระผมอยากจะสร้างวิหาร
ถวายภิกษุณีสงฆ์ ขอแม่เจ้าจงโปรดให้ภิกษุณีผู้อำนวยการก่อสร้างรูปหนึ่งแก่
กระผม ครั้งนั้นมีสาวสี่พี่น้อง ชื่อนันทา ๑ ชื่อนันทาวดี ๑ ชื่อสุนทรีนันทา ๑
ชื่อถุลลนันทา ๑ บวชอยู่ในสำนักภิกษุณี บรรดาภิกษุณีทั้งสี่นั้น ภิกษุณีสุนทรี
นันทา เป็นบรรพชิตสาวทรงโฉมวิไล น่าพิศพึงชม เป็นบัณฑิต เฉียบแหลม
มีปรีชา ขยัน ไม่เกียจคร้าน กอปรด้วยปัญญาเลือกฟั้นอันเป็นทางดำเนินใน
การงานนั้น ๆ สามารถพอที่จะทำกิจการงานนั้น ๆ ให้ลุล่วงไป จึงภิกษุณีสงฆ์
ได้สมมติภิกษุณีสุนทรีนันทาให้เป็นผู้อำนวยการก่อสร้างแก่นายสาฬหะ หลาน
๕/๑/๑

ไม่เห็น ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าเห็น ด้วยอาการ ๗ อย่าง คือ
๑ เบื้องต้นเธอรู้ว่า จักกล่าวเท็จ ๒ กำลังกล่าว ก็รู้ว่ากล่าวเท็จ ๓ ครั้น
กล่าวแล้ว ก็รู้ว่ากล่าวเท็จ ๔ อำพรางความเห็น ๕ อำพรางความถูกใจอาทิผิด
๖ อำพรางความชอบใจ ๗ อำพรางความจริง ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
ไม่ได้ยิน - ว่าได้ยิน
ไม่ได้ยิน ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าได้ยิน ด้วยอาการ ๓ อย่าง
ด้วยอาการ ๔ อย่าง . . . ด้วยอาการ ๕ อย่าง . . . ด้วยอาการ ๖ อย่าง . . .
ด้วยอาการ ๗ อย่าง . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
ไม่ทราบ - ว่าทราบ
ไม่ทราบ ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าทราบ ด้วยอาการ ๓ อย่าง . . .
ด้วยอาการ ๔ อย่าง....... ด้วยอาการ ๕ อย่าง........ ด้วยอาการ ๖ อย่าง .. . .
ด้วยอาการ ๗ อย่าง . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
ไม่รู้ - ว่ารู้
ไม่รู้ ภิกษุรู้อยู่กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้ารู้ ด้วยอาการ ๓ อย่าง . . . ด้วย
อาการ ๔ อย่าง . . . ด้วยอาการ ๕ อย่าง . . . ด้วยอาการ ๖ อย่าง . . . ด้วย
อาการ ๗ อย่าง . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
ไม่เห็น ว่าเห็น และได้ยิน
[๑๗๗] ไม่เห็น ภิกษุรู้อยู่ กล่าวเท็จว่าข้าพเจ้าเห็นและได้ยินด้วย
อาการ ๓ อย่าง.... ด้วยอาการ ๔ อย่าง..... ด้วยอาการ ๕ อย่าง......ด้วย
อาการ ๖ อย่าง........ ด้วยอาการ ๗ อย่าง . . . ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
๔/๑๗๗/๖

คิดเพื่อความประกอบ เราแสดงเพื่อความไม่ถือมั่น เธอยังจักคิดเพื่อ
มีความถือมั่น
ดูก่อนโมฆบุรุษ ธรรมอันเราแสดงแล้วโดยอเนกปริยาย เพื่อ
เป็นที่สำรอกแห่งราคะ เพื่อเป็นที่อาทิผิด สร่างแห่งความเมา เพื่อเป็นที่
บรรเทาความระหาย เพื่อเพิกถอนอาลัย เพื่อเข้าไปตัดวัฏฏะ เพื่อสิ้น
แห่งตัณหา เพื่อคลายกำหนัด เพื่อความดับทุกข์ เพื่อความไม่มี
กิเลสเครื่องร้อยรัด มิใช่หรือ
ดูก่อนโมฆบุรุษ การละกาม การกำหนดรู้ความหมายในกาม
การกำจัดความระหายในกาม การเพิกถอนความตรึกอันเกี่ยวด้วยกาม
การระงับความกลัดกลุ้มเพราะกาม เราบอกไว้แล้วโดยอเนกปริยาย
มิใช่หรือ
ดูก่อนโมฆบุรุษ การกระทำของเธอนั่น ไม่เป็นไปเพื่อความ
เลื่อมใสของชุมชนที่ไม่เลื่อมใส หรือเพื่อความเลื่อมใสยิ่งของ
ชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว โดยที่แท้การกระทำอาทิผิด สระของเธอนั่น เป็นไปเพื่อ
ความไม่เลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส และเพื่อความเป็นอย่าง
อื่นของชนบางพวกที่เลื่อมใสแล้ว
(พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงติเตียนท่านพระเสยยสกะโดยอเนกปริยาย
ดังนี้แล้ว) ตรัสโทษแห่งความเป็นคนเลี้ยงยาก ความเป็นคนบำรุงยาก
ความเป็นคนมักมาก ความเป็นคนไม่สันโดษ ความคลุกคลี ความ
เกียจคร้าน ตรัสคุณแห่งความเป็นคนเลี้ยงง่าย ความเป็นคนบำรุงง่าย
ความมักน้อย ความสันโดษ ความขัดเกลา ความกำจัด อาการที่น่า
๓/๓๐๑/๔
พระวินัยปิฎก
เล่ม ๑ ภาค ๒
มหาวิภังค์ ปฐมภาค
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
ทุติยปาราชิกกัณฑ์¹
เรื่องพระธนิยะ กุมภการบุตร
[๗๙] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ ภูเขา
คิชฌกูฏ เขตพระนครราชคฤห์ ครั้งนั้น ภิกษุหลายรูปซึ่งเคยเห็นกันเคยคบหา
กันมา ทำกุฎีมุงบังด้วยหญ้า ณ เชิงภูเขาอิสิคิลิแล้วอยู่จำพรรษา แม้ท่าน
พระธนิยะ กุมภการบุตร ก็ได้ทำกุฎีมุงบังด้วยหญ้าแล้วอยู่จำพรรษา ครั้น
ภิกษุเหล่านั้นจำพรรษาโดยล่วงไตรมาสแล้ว ได้รื้อกุฎีมุงด้วยหญ้า เก็บหญ้า
และตัวไม้ไว้ แล้วหลีกไปสู่จาริกในชนบท ส่วนท่านพระธนิยะ กุมภการบุตร
อยู่ ณ ที่นั้นเอง ตลอดฤดูฝน ฤดูหนาว และฤดูร้อน ขณะเมื่อท่าน
พระธนิยะ กุมภการบุตร เข้าไปบ้านเพื่อบิณฑบาต คนหาบหญ้า คนหาฟืน
ได้รื้อกุฎีมุงอาทิผิด บังด้วยหญ้าเสีย แล้วขนหญ้าและตัวไม้ไป.
แม้ครั้งที่สอง ท่านพระธนิยะ กุมภการบุตร ได้เที่ยวหาหญ้า และ
ไม้มาทำกุฎีมุงบังด้วยหญ้าอีก เมื่อท่านพระธนิยะ กุมภการบุตร เข้าไปบ้าน
¹พระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ ปฐมภาค หน้า ๗๖.
๒/๗๙/๑

เทวโลก มารโลก พรหมโลกให้แจ้งชัดด้วยพระปัญญาอันยิ่งของพระองค์เอง
แล้วทรงสอนหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณะ พราหมณ์ เทพ และมนุษย์ให้รู้ ทรง
แสดงธรรมงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด ทรงประกาศ
พรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถทั้งพยัญชนะครบบริบูรณ์บริสุทธิ์ อนึ่ง การเห็น
พระอรหันต์ทั้งหลายเห็นปานนั้น เป็นความดี
เวรัญชพราหมณ์กล่าวตู่พระพุทธเจ้า
[๒] หลังอาทิผิด อักขระจากนั้น เวรัญชพราหมณ์ได้ไปในพุทธสำนัก ครั้นถึงแล้ว
ได้ทูลปราศรัยกับพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นผ่านการทูลปราศรัยพอให้เป็นที่
บันเทิงเป็นที่ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง เวรัญชพราหมณ์
นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้ทูลคำนี้แด่พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ท่าน
พระโคดม ข้าพเจ้าได้ทราบมาว่า พระสมณโคดมไม่ไหว้ ไม่ลุกรับพวก
พราหมณ์ผู้แก่ ผู้เฒ่า ผู้ใหญ่ ผู้ล่วงกาลอาทิผิด อักขระผ่านวัยมาโดยลำดับ หรือไม่เชื้อเชิญ
ด้วยอาสนะ ข้อที่ข้าพเจ้าทราบมานี้นั้นเป็นเช่นนั้นจริง อันการที่ท่านพระโคดม
ไม่ไหว้ไม่ลุกรับพวกพราหมณ์ผู้แก่ ผู้เฒ่า ผู้ใหญ่ ผู้ล่วงกาลผ่านวัยมา
โดยลำดับ หรือไม่เชื้อเชิญด้วยอาสนะนี้นั้น ไม่สมควรเลย.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนพราหมณ์ ในโลก ทั้งเทวโลก
มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณะ พราหมณ์ เทพ และมนุษย์
เราไม่เล็งเห็นบุคคลที่เราควรไหว้ ควรลุกรับ หรือควรเชื้อเชิญด้วยอาสนะ
เพราะว่าตถาคตพึงไหว้ พึงลุกรับ หรือพึงเชื้อเชิญบุคคลใดด้วยอาสนะ แม้
ศีรษะของบุคคลนั้นก็พึงขาดตกไป.
ว. ท่านพระโคดมมีปกติไม่ไยดี
๑/๒/๒
ปัญหาวาระ
อนุโลมนัย
๑. เหตุปัจจัย
[๙] ๑. ธรรมที่ไม่ใช่กุศล เป็นปัจจัยแก่ธรรมที่ไม่ใช่กุศล
ด้วยอำนาจของเหตุปัจจัย
๒. อารัมมณปัจจัย
[๑๐] ๑. ธรรมที่ใช่กุศล เป็นปัจจัยแก่ธรรมที่ไม่ใช่กุศล
ด้วยอำนาจของอารัมมณอาทิผิด อักขระปัจจัย
๒. ธรรมที่ไม่ใช่กุศล เป็นปัจจัยแก่ธรรมที่ไม่ใช่อกุศล
ด้วยอำนาจของอารัมมณปัจจัย
๓. ธรรมที่ไม่ใช่กุศล เป็นปัจจัยแก่ธรรมที่ไม่ใช่
อัพยากตะ ด้วยอำนาจของอารัมมณปัจจัย
๔. ธรรมที่ไม่ใช่กุศล เป็นปัจจัยแก่ธรรมที่ไม่ใช่กุศล
และธรรมที่ไม่ใช่อัพยากตะ ด้วยอำนาจของอารัมมณปัจจัย
๕. ธรรมที่ไม่ใช่กุศล เป็นปัจจัยแก่ธรรมที่ไม่ใช่อกุศล
และธรรมที่ไม่ใช่อัพยากตะ ด้วยอำนาจของอารัมมณปัจจัย
๖. ธรรมที่ไม่ใช่กุศล เป็นปัจจัยแก่ธรรมที่ไม่ใช่กุศล
และธรรมที่ไม่ใช่อกุศล ด้วยอำนาจของอารัมมณปัจจัย มี ๖ วาระ.
๗. ธรรมที่ไม่ใช่อกุศล เป็นปัจจัยแก่ธรรมที่ไม่ใช่
อกุศล ด้วยอำนาจของอารัมมณปัจจัย มี ๖ วาระ (วาระที่ ๗-๑๒)
๙๑/๑๐/๖
๒. นอารัมมณปัจจัย
[๕๑] ๑. อัพยากตธรรมที่ไม่ใช่เหตุ อาศัยอัพยากตธรรม
ที่เป็นเหตุ เกิดขึ้น เพราะนอารัมมณปัจจัย
๒. อัพยากตธรรมที่ไม่ใช่เหตุ อาศัยอัพยากตธรรม
ที่ไม่ใช่เหตุ เกิดขึ้น เพราะนอารัมมณปัจจัย
๓. อัพยากตธรรมที่ไม่ใช่เหตุ อาศัยอัพยากตธรรม
ที่เป็นเหตุ และอัพยากตธรรมที่ไม่ใช่เหตุ เกิดขึ้น เพราะนอารัมมณ-
ปัจจัย
๓. นอธิปติปัจจัย
[๕๒] ๑. อัพยากตธรรมที่เป็นเหตุ อาศัยอัพยากตธรรม
ที่เป็นเหตุ เกิดขึ้น เพราะนอธิปติปัจจัย มี ๙ วาระ ฯลฯ
๑๑. นกัมมปัจจัย
[๕๓] ๑. อัพยากตธรรมที่ไม่ใช่เหตุ อาศัยอัพยากตธรรม
ที่เป็นเหตุ เกิดขึ้น เพราะนกัมมปัจจัย
๒. อัพยากตธรรมที่ไม่ใช่เหตุ อาศัยอัพยากตธรรม
ที่ไม่ใช่เหตุ เกิดขึ้น เพราะนกัมมปัจจัย
๓. อัพยากตธรรมที่ไม่ใช่เหตุอาทิผิด สระ อาศัยอัพยากตธรรม
ที่เป็นเหตุ และอัพยากตธรรมที่ไม่ใช่เหตุ เกิดขึ้น เพราะนกัมม-
ปัจจัย ฯลฯ
๑๒. นวิปากปัจจัย ฯลฯ ๒๐. โนวิคตปัจจัย
[๕๔ ] ๑. อัพยากตธรรมที่ไม่ใช่เหตุ อาศัยอัพยากตธรรม
ที่ไม่ใช่เหตุ เกิดขึ้น เพราะนอาหารปัจจัย
๙๐/๕๓/๒๑
โมหะ ที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉา ที่สหรคตด้วยอุทธัจจะ เจือกับขันธ์
ทั้งหลาย ที่สหรคตด้วยวิจิกิจฉา ที่สหรคตด้วยอุทธัจจะ ฯลฯ
การนับจำนวนวาระในปัจจนียะ
[๑๙] ในนเหตุปัจจัย มี ๑ วาระ ในนอธิปติปัจจัย มี ๑ วาระ ใน
นปุเรชาตปัจจัย มี ๑ วาระ ในนปัจฉาชาตปัจจัย มี ๑ วาระ ในนอาเสวน-
ปัจจัย มี ๑ วาระ ในนกัมมอาทิผิด อักขระปัจจัย มี ๑ วาระ ในนวิปากปัจจัย มี ๑ วาระ
ในนฌานปัจจัย มี ๑ วาระ ในนมัคคปัจจัย มี ๑ วาระ ในนวิปปยุตตปัจจัย
มี ๑ วาระ.
สังสัฏฐวาระ จบ
การนับจำนวนวาระสองวาระนอกจากนี้ก็ดี สัมปยุตตวาระก็ดี พึง
กระทำอย่างนี้.
๘๙/๑๙/๑๗

ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับแล้วในโลกนี้ มิได้เห็นพระอริยเจ้า ไม่ฉลาดใน
ธรรมของพระอริยเจ้า ไม่ได้รับแนะนำในธรรมของพระอริยเจ้า ไม่ได้เห็น
สัปบุรุษไม่ฉลาดในธรรมของสัปบุรุษ ไม่ได้รับแนะนำในธรรมของสัปบุรุษ
ย่อมเห็นรูปโดยความเป็นตนบ้าง เห็นตนว่ามีรูปบ้าง เห็นรูปในตนบ้าง เห็น
ตนในรูปบ้าง ย่อมเห็นเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ โดยความเป็นตน
บ้าง เห็นตนว่ามีวิญญาณบ้าง เห็นตนในวิญญาณบ้าง เห็นวิญญาณในตนบ้าง.
ปุถุชนย่อมเห็นรูปโดยความเป็นตนอย่างไร ?
บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมเห็นปฐวีกสิณอาทิผิด อักขระ ฯลฯ โอทาตกสิณโดยความ
เป็นตน คือ ย่อมเห็นโอทาตกสิณและตนไม่เป็นสองว่า โอทาตกสิณอันใด
เราก็อันนั้น เราอันใด โอทาตกสิณก็อันนั้น เปรียบเหมือนประทีปน้ำมัน
ลุกโพลงอยู่ ฯลฯ ฉันใด บุคคลบางคนในโลกนี้ก็ฉันนั้น เหมือนกัน ย่อมเห็น
โอทาตกสิณโดยความเป็นตน ทิฏฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิด ฯลฯ
นี้เป็นสักกายทิฏฐิมีรูปเป็นวัตถุที่ ๑ สักกายทิฏฐิเป็นมิจฉาทิฏฐิ ฯลฯ เหล่านี้
เป็นสังโยชน์ แต่มิใช่ทิฏฐิ ปุถุชนย่อมเห็นรูปโดยความเป็นตนอย่างนี้ ฯลฯ
สักกายทิฏฐิมีความถือผิดด้วยอาการ ๒๐ เหล่านี้.
[๓๓๕] สัสสตทิฏฐิมีสักกายทิฏฐิเป็นวัตถุ มีความถือผิดด้วยอาการ
๑๕ เป็นไฉน ?
ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับในโลกนี้ ไม่ได้เห็นพระอริยเจ้า...ไม่ได้รับ
แนะนำในธรรมของสัปบุรุษ ย่อมเห็นตนว่ามีรูปบ้าง เห็นรูปในตนบ้าง เห็น
ตนในรูปบ้าง เห็นตนว่ามีเวทนาบ้าง เห็นตนว่ามีสัญญาบ้าง เห็นตนว่ามี
สังขารบ้าง เห็นตนว่ามีวิญญาณบ้าง เห็นวิญญาณในตนบ้าง เห็นตนใน
วิญญาณบ้าง.
๖๙/๓๓๕/๑๙
๓. นเหตุธรรม อาศัยเหตุธรรม และนเหตุธรรม เกิดขึ้น
เพราะนอารัมมณปัจจัย
คือ จิตตสมุฏฐานรูป อาศัยเหตุธรรม และขันธ์ทั้งหลายที่เป็นนเหตุ-
ธรรม.
ในปฏิสนธิขณะ ฯลฯ
๓. นอธิปติปัจจัย ฯลฯ ๗. นอุปนิสสยปัจจัย
เพราะนอธิปติอาทิผิด ปัจจัย พึงกระทำให้บริบูรณ์.
เพราะนอนันตรปัจจัย เพราะนสมนันตรปัจจัย เพราะนอัญญ-
มัญญปัจจัย เพราะนอุปนิสสยปัจจัย
๘. นปุเรชาตปัจจัย
[๖] ๑. เหตุธรรม อาศัยเหตุธรรม เกิดขึ้น เพราะนปุเรชาต
ปัจจัย
คือ ในอรูปภูมิ อโทสะ อโมหะ อาศัยอโลภะ.
พึงผูกจักรนัย
โมหะ อาศัยโลภะ, โลภะ อาศัยโมหะ ฯลฯ.
ในปฏิสนธิขณะ ฯลฯ
๒. นเหตุธรรม อาศัยเหตุธรรม เกิดขึ้น เพราะนปุเรชาต-
ปัจจัย
๘๘/๖/๗
มี ๒ อย่าง คือที่เป็น อารัมมณปุเรชาตะ และ วัตถุปุเรชาตะ
ที่เป็น อารัมมณปุเรชาตะ ได้แก่
บุคคลพิจารณาเห็นจักษุ ฯลฯ หทยวัตถุ โดยความเป็นของไม่อาทิผิด เที่ยง
ฯลฯ โทมนัส ย่อมเกิดขึ้น.
บุคคลเห็นรูปด้วยทิพยจักษุ ฟังเสียงด้วยทิพโสตธาตุ.
รูปายตนะ เป็นปัจจัยแก่จักขุวิญญาณ ฯลฯ โผฏฐัพพายตนะ เป็น
ปัจจัยแก่ กายวิญญาณ ด้วยอำนาจของปุเรชาตปัจจัย.
ที่เป็น วัตถุปุเรชาตะ ได้แก่
จักขายตนะ เป็นปัจจัยแก่จักขุวิญญาณ ฯลฯ กายายตนะ เป็นปัจจัย
แก่กายวิญญาณ.
หทยวัตถุ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นปัจจุปันนธรรม ด้วยอำนาจ
ของปุเรชาตปัจจัย.
๑๑. ปัจฉาชาตปัจจัย
[๑๙๓๑] ๑. ปัจจุปปันนธรรม เป็นปัจจัยแก่ปัจจุปันนธรรม
ด้วยอำนาจของปัจฉาชาตปัจจัย
คือ ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นปัจจุปปันนธรรมที่ เกิดภายหลัง เป็นปัจจัยแก่
กายนี้ ที่เกิดก่อน ด้วยอำนาจของปัจฉาชาตปัจจัย.
๑๒. อาเสวนปัจจัย
[๑๙๓๒] ๑. อตีตธรรม เป็นปัจจัยแก่ปัจจุปปันนธรรม ด้วย
อำนาจของอาเสวนปัจจัย
๘๗/๑๙๓๐/๖๐๔
ศรัทธาที่เป็นอวิตักกวิจารมัตตธรรม ฯลฯ ศีล สุตะ จาคะ ปัญญา
และวิจาร เป็นปัจจัยแก่ศรัทธาที่เป็นอวิตักกวิจารมัตตธรรม แก่ศีล สุตะ
จาคะ ปัญญา และวิจาร ด้วยอำนาจของอุปนิสสยปัจจัย.
[๒๙๒] ๒๐. อวิตักกวิจารมัตตธรรม และอวิตักกอวิจารธรรม
เป็นปัจจัยแก่สวิตักกสวิจารธรรม และอวิตักกวิจารมัตตธรรม ด้วย
อำนาจของอุปนิสสยปัจจัย
มี ๓ อย่าง คือที่เป็น อารัมมณูปนิสสยะ อนันตรูปนิสสยะ และ
ปกตูปนิสสยะ
ที่เป็น ปกตูปนิสสยะ ได้แก่
ศรัทธาที่เป็นอวิตักกวิจารมัตตธรรม ฯลฯ ศีล สุตะ จาคะ ปัญญา
และวิจาร เป็นปัจจัยแก่ศรัทธาที่เป็นสวิตักกสวิจารธรรม แก่ศีล สุตะ จาคะ
ปัญญา ราคะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ แก่ความปรารถนา และวิตก
ด้วยอำนาจของอุปนิสสยปัจจัย.
[๒๙๓] ๒๑. สวิตักกสวิจารธรรม และอวิตักกวิจารมัตตธรรม
เป็นปัจจัยแก่สวิตักกสวิจารธรรม ด้วยอำนาจของอุปนิสสยปัจจัยอาทิผิด อาณัติกะ
มี ๓ อย่าง คือที่เป็น อารัมมณูปนิสสยะ อนันตรูปนิสสยะ และ
ปกตูปนิสสยะ
ที่เป็น ปกตูปนิสสยะ ได้แก่
๘๖/๒๙๓/๔๘๑