วันเสาร์, กุมภาพันธ์ 28, 2569

Lueam Sai

 
ผู้ก่อให้เกิดความเลื่อมอาทิผิด อักขระใสโดยรอบ และเป็นผู้บริบูรณ์ด้วยอาการทั้งปวง.
จบวิชชยสูตรที่ ๑๐
จบอานิสังสสูตรที่ ๑
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. กิมัตถิยสูตร ๒. เจตนาสูตร ๓. สีลสูตร ๔. อุปนิสาสูตร
๕. อานันทสูตร ๖. สมาธิสูตร ๗. สาริปุตตสูตร ๘. สัทธาสูตร
๙. สันตสูตร ๑๐. วิชชยสูตร.
 
๓๘/๑๐/๒๒

วันศุกร์, กุมภาพันธ์ 27, 2569

Yachok

 
คนเป็นอันมากก็จักอยากดื่มบ้าง ความสิ้นเปลืองทรัพย์ ก็จัก
มีแก่เราด้วยอาการอย่างนี้. เศรษฐีอิลลีสะนั้น อดกลั้นความ
อยากไว้ ครั้นเวลาผ่านไป ไม่อาจอดกลั้นได้ เลยเป็นคนตัวเหลือง
เนื้อตัวสะพรั่งไปด้วยเส้นเอ็น เหมือนใบฝ้ายที่แก่แล้ว. ครั้น
วันหนึ่ง จึงเข้าห้องนอน เข้าไปซุกอยู่ที่เตียงน้อย ภรรยาเข้าไป
ลูบหลัง พลางถามว่า นายท่านไม่สบายเป็นอะไรหรือ ? ถ้อยคำ
ทั้งหมด พึงทราบโดยทำนองที่กล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล. เมื่อ
ภรรยากล่าวว่า ถ้าเช่นนั้น ดิฉันจะปรุงสุราให้พอแก่ท่านผู้เดียว
เท่านั้น. เศรษฐีดำริว่า เมื่อปรุงสุราในเรือน คนเป็นอันมาก
จักต้องมุงมอง ให้ไปซื้อมาจากร้านตลาดแต่ไม่อาจนั่งดื่มในที่นี้ได้
จึงให้เงินไปประมาณมาสกหนึ่ง ให้ไปซื้อเหล้ามาจากตลาดขวด
หนึ่ง ให้บ่าวถือออกไปจากเมือง ถึงฝั่งแม่น้ำ หลบเขาสู่พุ่มไม้
พุ่มหนึ่ง ให้บ่าววางขวดเหล้าไว้แล้ว กล่าวว่า เจ้าไปเถิด ให้
บ่าวไปนั่งเสียไกล รินเหล้าใส่จอกเริ่มดื่มสุรา.
ส่วนบิดาของเศรษฐี อิลลีสะนั้น เกิดเป็นท้าวสักกะ
ในเทวโลก เพราะทำบุญทั้งหลายมีให้ทานเป็นต้น ขณะนั้นท้าวเธอ
ดำริว่า ทานของเรายังเป็นไปอยู่หรือไม่หนอ ครั้นเห็นทานไม่
เป็นไป และเห็นบุตรทำลายสกุลวงษ์เสีย เผาโรงทาน ขับไล่
พวกยาจกอาทิผิด อักขระ ตั้งอยู่ในความตระหนี่ กำลังเข้าพุ่มไม้ดื่มเหล้าเพียง
ผู้เดียว เพราะกลัวว่า จักต้องให้แก่คนอื่น ๆ ทรงพระดำริว่า
เราต้องไป ขนาบ ทรมาน อิลลีสะนั้น ให้รู้ความสัมพันธ์แห่ง
 
๕๖/๗๘/๒๕๒

วันพฤหัสบดี, กุมภาพันธ์ 26, 2569

Khandhakam

 
ป่านและเสมือนเปลือกไม้ ดังนี้. บทว่า สจฺจวาทิวจนํ อนญฺญถา
ความว่า พระดำรัสเป็นต้นว่า รูปทั้งปวงไม่เที่ยง ถูกชราครอบงำไว้ ของ
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ตรัสความจริง ความแท้ เป็นคำจริงอย่างเดียวไม่แปร
เป็นอย่างอื่น ความเท็จไม่มีอยู่ในพระดำรัสนั้น.
บทว่า วาสิโต ว สุรภี กรณฺฑโก ความว่า ผมมีกลิ่นหอม
เหมือนกล่องเครื่องประดับ ที่อบให้จับกลิ่น ด้วยดอกไม้ของหอมและผอบ
เป็นต้น. บทว่า ปุปฺผปูร มม อุตฺตมงฺคภูโต ความว่า แต่ก่อนมวยผม
ของข้าพเจ้าไม่มีมลทิน เต็มด้วยดอกไม้มีดอกจำปา ดอกมะลิ เป็นต้น. บทว่า ตํ
ได้แก่สิ่งที่เกิดบนศีรษะคือผม. ต่อมาภายหลังคือบัดนี้ กลายเป็นมีกลิ่นเหมือน
ขนของตนเอง คือกลายเป็นมีกลิ่นเป็นขนตามปกติ. อีกนัยหนึ่ง บทว่า
สโลมคนฺธิกํ ได้แก่มีกลิ่นเสมอกับขนแพะ อาจารย์บางพวกกล่าวว่า เอฬก-
โลมคนฺธิกํ มีกลิ่นเหมือนขนแพะ ดังนี้ก็มี.
บทว่า กานนํว สหิตํ สุโรปิตํ ความว่า เหมือนป่าเล็ก ที่มี
ต้นไม้มีกิ่งตรงและยาว ซึ่งอยู่ตอนบน เขาปลูกไว้ดี ชิดกัน ตั้งอยู่ทึบ.
โกจฺฉสูจิวิจตคฺคโสภิตํ ความว่า แต่ก่อนผมมีปลายรวบไว้ด้วยการเสียบ
มวยผมด้วยหวีและเข็มเสียบทอง สวยงาม หรือผมเป็นเสมือนแปรงเพราะดก
ชื่อว่าสวยงามเพราะมีปลายรวบไว้ด้วยเข็มงาที่ซื้อมาจากตลาด. บทว่า ตํ
ได้แก่ ผม. บทว่า วิรลํ ตหึ ตหึ ได้แก่ ที่บาง คือผมร่วงในที่นั้น ๆ
บทว่า กณฺหขนฺธกํอาทิผิด อักขระ สุวณฺณมณฺฑิตํ ได้แก่ กลุ่มผมดำ ประดับ
ด้วยเครื่องประดับมีวชิระทองเป็นต้น. แต่อาจารย์พวกใดกล่าวว่า ประดับ
ด้วยลูกศรทองสวยงาม ความของอาจารย์พวกนั้น ก็ว่าประดับด้วยการเสียบ
มวยผมด้วยเข็มทองสวยงาม. บทว่า โสภเต สุเวณีหิลงฺกตํ ความว่า
ประดับด้วยช้องผมที่เสมือนมาลัยดอกราชพฤกษ์ อันงาม ย่อมส่องประกายมา
 
๕๔/๔๖๗/๓๖๓

วันพุธ, กุมภาพันธ์ 25, 2569

Patippassaddhivisuddhiyo

 
บทว่า ปหีนตฺตา เพราะเป็นผู้ละแล้ว คือเพราะเป็นผู้ละการบำเพ็ญ
ฌานด้วยสามารถแห่งอัปปนา. บทว่า สุปฺปหีนตฺตา เพราะความเป็นผู้ละ
ดีแล้ว คือเพราะความเป็นผู้ละแล้วด้วยดี ด้วยการบำเพ็ญวิปัสสนา ด้วย
สามารถแห่งวุฏฐานคามินี. บทว่า ภาวิตํ โหติ สุภาวิตํ อันบุคคลเจริญแล้ว
อบรมดีแล้ว พึงประกอบตามลำดับดังที่กล่าวแล้วนั่นแล. จริงอยู่ เพราะละ
ด้วยสามารถตรงกันข้ามกับวิปัสสนา จึงควรกล่าวว่า สุปฺปหีนตฺตา เพราะ
ฉะนั้น จึงควรกล่าวว่า สุภาวิตํ ไม่ใช่ด้วยฌาน. อนึ่ง เพราะการสำเร็จ
ภาวนาด้วยการละสิ่งที่ควรละ เป็นอันสำเร็จการละสิ่งที่ควรละด้วยความสำเร็จ
แห่งภาวนา ฉะนั้นท่านแสดงทำเป็นคู่กัน.
พึงทราบวินิจฉัยในปฏิปัสสัทธิวารดังต่อไปนี้ บทว่า ภาวิตานิเจว
โหนฺติ สุภาวิตานิจ เป็นอินทรีย์อันบุคคลเจริญแล้ว อบรมแล้ว เพราะ
อินทรีย์ที่บุคคลเจริญแล้วนั่นแล เป็นอินทรีย์ที่อบรมดีแล้ว. บทว่า
ปฏิปฺปสฺสทฺธานิอาทิผิด สุปฺปฏิปสฺสทฺธานิ ระงับแล้วระงับดีแล้ว ท่าน
กล่าวถึงความที่อินทรีย์ระงับแล้วนั่นแล เป็นอินทรีย์ระงับดีแล้ว. พึงทราบ
ความที่อินทรีย์อันบุคคลเจริญแล้วและระงับแล้ว ด้วยสามารถแห่งการเกิดกิจ
ของมรรคในขณะแห่งผล. บทว่า สมุจเฉทวิสุทฺธิโย สมุจเฉทวิสุทธิ ได้แก่
มรรควิสุทธินั่นเอง. บทว่า ปฏิปฺปสฺสทฺธิวิสุทฺธิโยอาทิผิด ปฏิปัสสัทธิวิสุทธิ
ได้แก่ ผลวิสุทธินั่นเอง.
บัดนี้ พระสารีบุตรเถระ เพื่อแสดงประกอบอินทรีย์มีวิธีดังกล่าวแล้ว
อย่างนั้น ด้วยสามารถแห่งการกบุคคล จึงกล่าวคำมีอาทิว่า กตีนํ ปุคฺคลานํ
บุคคลเท่าไร. ในบทเหล่านั้น บทว่า ภาวิตินฺทฺริยวเสน พุทฺโธ ชื่อว่า
พุทฺโธ ด้วยสามารถความเป็นผู้เจริญอินทรีย์แล้ว ความว่า ผู้ตรัสรู้ ผู้รู้อริยสัจ
 
๖๙/๔๖๘/๒๙๑

วันอังคาร, กุมภาพันธ์ 24, 2569

Phuen

 
คนอื่นเก็บก็ดี ซึ่งเครื่องลาดรักษาผิวพื้นอาทิผิด อักขระเป็นต้นนั้น หรือไม่ได้บอกมอบหมาย
ไปเสีย ต้องอาบัติทุกกฏ.
ติกทุกกฏ
เสนาสนะของบุคคล ภิกษุสำคัญว่าของสงฆ์ . ..ต้องอาบัติทุกกฏ.
เสนาสนะของบุคคล ภิกษุสงสัย . . . ต้องอาบัติ ทุกกฏ.
เสนาสนะของบุคคล ภิกษุสำคัญว่าของบุคคล . . .ต้องอาบัติทุกกฏ
เพราะเป็นของส่วนตัวของผู้อื่น.
เสนาสนะเป็นส่วนตัวของตน . . .ไม่ต้องอาบัติ.
อนาปัตติอาทิผิด อักขระวาร
[๓๗๘] ภิกษุเก็บเองแล้วไป ๑ ภิกษุให้คนอื่นเก็บแล้วไป ๑ ภิกษุ
บอกมอบหมายแล้วไป ๑ ภิกษุเอาออกผึ่งแดดไว้ ไปด้วยตั้งใจจักกลับมาเก็บ ๑
เกิดเหตุฉุกเฉินขึ้น ๑ ภิกษุมีอันตราย ๑ ภิกษุวิกลจริต ๑ ภิกษุอาทิกัมมิกะ ๑
ไม่ต้องอาบัติแล.
ภูตคามวรรค สิกขาบทที่ ๔ จบ
 
๔/๓๗๘/๓๐๗

วันจันทร์, กุมภาพันธ์ 23, 2569

Khatha

 
สารัตถปกาสินี อรรถกถาสังยุตตนิกาย
อรรถกถาสังยุตตนิกายสคาถวรรคอาทิผิด
อารัมภกถา
ข้าพเจ้าพระพุทธโฆษาจารย์ ขอ
น้อมนมัสการด้วยเศียรเกล้า ซึ่งพระ-
สุคตเจ้าผู้หลุดพ้นแล้วจากคติ ผู้มีพระทัย
เยือกเย็นสนิทด้วยพระมหากรุณาธิคุณ ผู้
มีความมืดคือโมหะอันแสงสว่างแห่งปัญญา
ขจัดแล้ว ผู้เป็นครูของชาวโลกทั้งหลาย
พร้อมทั้งมนุษย์และเทวดา.
พระพุทธเจ้าทรงทำให้แจ้งพระ-
สัพพัญญุตญาณ ทรงเข้าถึงพระธรรมใด
อันมีมลทินไปปราศแล้ว ข้าพเจ้าขอ
น้อมนมัสการพระธรรมอันเยี่ยมนั้นด้วย
เศียรเกล้า.
ข้าพเจ้าขอน้อมนมัสการด้วยเศียร-
เกล้า ซึ่งพระอริยสงฆ์เจ้าอยู่เป็นหมู่แห่ง
พระอริยบุคคลแม้ทั้งแปดพวก ผู้เป็นบุตร
อันเกิดแต่พระอุระของพระสุคตเจ้า ผู้ย่ำยี
เสียได้ซึ่งมารและเสนามาร.
 
๒๔/๓/๓

วันอาทิตย์, กุมภาพันธ์ 22, 2569

Samichikam

 
ว่า ดูก่อนภิกษุ นี้บาตรของเธอ พึงใช้ไปกว่าจะแตก ดังนี้ ภิกษุนั้น
อย่าเก็บบาตรใบนั้นไว้ในที่อันไม่ควร อย่าใช้โดยอาการอันไม่ควร อย่า
ทอดธุระว่าบาตรใบนี้จะเป็นอย่างไรก็ตาม คือ จะหายอาทิผิด อักขระก็ช่าง จะฉิบหาย
ก็ช่าง จะแตกก็ช่าง ถ้าเก็บไว้ในที่ ๆ ไม่ควรก็ดี ใช้อย่างที่เขาไม่ใช้กัน
ก็ดี ปล่อยทิ้งเสียก็ดี ต้องอาบัติทุกกฏ
บทว่า นี้เป็นสามีจิกรรมอาทิผิด ในเรื่องนั้น คือ นี้เป็นความถูกยิ่งใน
เรื่องนั้น .
บทภาชนีย์
บาตรไม่มีแผล
[๑๓๓] ภิกษุมีบาตรไม่มีแผล ขอบาตรที่ไม่มีแผล เป็นนิสสัคคีย์
ต้องอาบัติปาจิตตีย์
ภิกษุมีบาตรไม่มีแผล ขอบาตรที่มีแผล ๑ แห่ง เป็นนิสสัคคีย์
ต้องอาบัติปาจิตตีย์
ภิกษุมีบาตรไม่มีแผล ขอบาตรที่มีแผล ๒ แห่ง เป็นนิสสัคคีย์
ต้องอาบัติปาจิตตีย์
ภิกษุมีบาตรไม่มีแผล ขอบาตรที่มีแผล ๓ แห่ง เป็นนิสสัคคีย์
ต้องอาบัติปาจิตตีย์
ภิกษุมีบาตรไม่มีแผล ขอบาตรที่มีแผล ๔ แห่ง เป็นนิสสัคดีย์
ต้องอาบัติปาจิตตีย์
 
๓/๑๓๓/๑๐๑๑

วันเสาร์, กุมภาพันธ์ 21, 2569

Sahai

 
ประดิษฐ์ กระทำประทักษิณ ๓ ครั้งแล้วส่งพระเถระไป ส่วนตน
ก็เดินมุ่งตรงไปยังอารามของปริพาชก โกลิตปริพาชกเห็นอุปติสส-
ปริพาชกเดินมาแต่ไกล คิดว่า วันนี้สหายอาทิผิด อักขระเรามีสีหน้าไม่เหมือนวันก่อน ๆ
เขาจักได้บรรลุอมตะแน่แท้ จึงถามถึงการบรรลุอมตะ. แม้อุปติสส-
ปริพาชกนั้นก็ได้ปฏิญญาแก่โกลิตปริพาชกนั้นว่า ผู้มีอายุ เราบรรลุ
อมตะแล้ว จึงได้กล่าวคาถานั้นนั่นแหละ. ในเวลาจบคาถา โกลิตะ
ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผลแล้วกล่าวว่า สหาย ได้ยินว่าพระศาสดาประทับ
อยู่ที่ไหน. อุปติสสะกล่าวว่า สหาย นัยว่าพระศาสดาประทับอยู่
ในพระเวฬุวัน. พระอัสสชิเถระอาจารย์ของพวกเราบอกอย่างนี้
ด้วยประการฉะนี้. โกลิตะกล่าวว่า สหาย ถ้าอย่างนั้น มาเถิด พวก
เราจักเฝ้าพระศาสดา. ธรรมดาว่าพระสารีบุตรเถระนี้ เป็นผู้บูชา
อาจารย์แม้ในกาลทุกเมื่อ เพราะฉะนั้น จึงกล่าวกะโกลิตมาณพ
ผู้สหายอย่างนี้ว่า สหาย เราจักบอกอมตะที่เราบรรลุ แม้แก่สัญชัย-
ปริพาชกอาจารย์ของเรา ท่านรู้อยู่ก็จักแทงตลอด เมื่อไม่แทงตลอด
เชื่อพวกเราก็จักไปยังสำนักของพระศาสดา ฟังธรรมเทศนาของ
พระพุทธเจ้าแล้วจักกระทำการแทงตลอดมรรคผล. แต่นั้น ชนแม้
ทั้งสองไปยังสำนักของสัญชัยกล่าวว่า อาจารย์ขอรับ ท่านจักทำ
อย่างไร พระพุทธเจ้าเกิดขึ้นแล้วในโลก พระธรรมอันพระพุทธเจ้า
ตรัสดีแล้ว พระสงฆ์เป็นผู้ปฏิบัติดีแล้ว มาเถิด พวกเราจักเฝ้า
พระทศพล. สัญชัยปริพาชกกล่าวว่า พูดอะไร พ่อ แล้วห้ามชน
ทั้งสองแม้นั้น แสดงแต่การได้ลาภอันเลิศและยศอาทิผิด อันเลิศเท่านั้น
แก่ชนทั้งสองนั้น. ชนทั้งสองนั้นกล่าวว่า การอยู่เป็นอันเตวาสิก
เห็นปานนี้ของข้าพเจ้าทั้งหลายเป็นประจำไปทีเดียว จงยกเสียเถิด
 
๓๒/๑๔๖/๒๗๓

วันศุกร์, กุมภาพันธ์ 20, 2569

Kalok

 
เหมือนอย่างว่า ในสถานที่มีโคลนตมตามธรรมชาติ เจ้าของโค
กล่าวว่า พวกเธอจงเอาโคตัวที่นำธุระไปได้มา โคนั้นแม้จะคุกเข่ายันที่พื้นดิน
ก็สู้นำไปไม่ยอมให้แอกตกที่พื้นดิน ฉันใด วิริยะก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมไม่
ทอดทิ้ง ย่อมประคองธุระไปในฐานะเป็นเครื่องสร้างกุศลกรรม ฉะนั้น พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า วิริยะเป็นธรรมประคับประคองธุระอย่างดี ( ธุรสมฺ-
ปคฺคาโห ) ธรรมที่ชื่อว่า วิริยินทรีย์ เพราะครองความเป็นใหญ่ในลักษณะ
แห่งการประคับประคอง. ที่ชื่อว่า วิริยพละ เพราะไม่หวั่นไหวในเพราะความ
เกียจคร้าน. ชื่อว่า สัมมาวายามะ เพราะความพยายามในกุศลอันนำออกจาก
สังสารวัฏตามความเป็นจริง.
ในนิทเทสแห่งสตินทรีย์ ธรรมที่ชื่อว่า สติ ด้วยสามารถแห่งการ
ระลึก. การระลึกนี้เป็นบทแสดงสภาวะของสติ. ชื่อว่า อนุสสติ ด้วยสามารถ
การตามระลึกเพราะการระลึกบ่อย ๆ. ชื่อว่า ปฏิสสติ ด้วยอำนาจการระลึก
เฉพาะโดยการระลึกดุจไปข้างหน้า. อีกอย่างหนึ่ง คำที่กล่าวแล้วนี้เป็นเพียง
เพิ่มเติมด้วยอุปสรรค. อาการที่ระลึก ชื่อว่า สรณตา ก็เพราะคำว่า สรณตา
เป็นชื่อแห่งการระลึกทั้ง ๓ ฉะนั้น เพื่อที่จะปฏิเสธคำที่เป็นชื่อทั้ง ๓ นั้น จึง
กระทำสตศัพท์ (คือตรัสถึงสติ) อีก. ในที่นี้มีอธิบายว่า ภาวะที่ระลึกคือสติ.
สติ ชื่อว่า ธารณตา เพราะทรงจำสิ่งที่ได้ฟังและได้เรียนมา. ภาวะที่ไม่
เลอะเลือน ชื่อว่า อปิลาปนตา ด้วยอรรถว่าหยั่งลงคือการไหลเข้าไปในอารมณ์
เปรียบเหมือนกะโหลกอาทิผิด อักขระน้ำเต้าเป็นต้น ลอยอยู่บนน้ำไม่จมน้ำ ฉันใด สติก็
ฉันนั้น ตั้งอยู่ในอารมณ์ไม่จมลง เพราะสติย่อมไปตามอารมณ์ ฉะนั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสว่า อภิลาปนตา (ความไม่เลอะเลือน). สติ ชื่อว่า
อสัมมุสนตา (ความไม่หลงลืม) เพราะความไม่หลงลืมในการงานที่ทำและคำพูด
 
๗๕/๗๒/๓๘๖

วันพฤหัสบดี, กุมภาพันธ์ 19, 2569

Bok

 
วิปัสสนาใดเป็นอันได้แล้ว เพราะไม่ข้องแวะส่วนสุดทั้งสอง คือ สัสสต-
ทิฏฐิและอุจเฉททิฏฐิในปฏิจจสมุปบาทและในธรรมอันอาศัยกันเกิดขึ้น,

และมรรคญาณใดอันได้แล้ว ยิ่งไปกว่าวิปัสสนานั้น. นี้เป็นฉันทะเป็น
ที่มานอนของสัตว์ทั้งหลาย. นี้เป็นที่มานอน คือ มรรคญาณ นี้เป็นที่
อยู่ของสัตว์ทั้งหลาย แม้ทั้งหมดที่อาศัยวัฏฏะและอาศัยวิวัฏฏะ. นี้เป็น
อรรถกถาที่พวกอาจารย์เห็นพ้องด้วย.

ส่วนอาจารย์วิตัณฑวาทีแสดงว่า ชื่อว่ามรรคทำลายที่อยู่ไป.
ท่านยังพูดว่า มรรคเป็นที่อยู่. ควรถามอาจารย์ผู้นั้นว่า ท่านเป็นผู้
กล่าวว่ามรรคเป็นที่อยู่ของพระอริยเจ้า หรือมิใช่. หากอาจารย์นั้น
ตอบว่า เราไม่ได้เป็นผู้กล่าว. ควรบอกว่า ท่านไม่รู้ เพราะท่านไม่
ได้กล่าว. หากตอบว่า เราเป็นผู้กล่าว. ควรบอกอาทิผิด อักขระว่า นำพระสูตรมาซิ.
หากนำมาได้ ก็เป็นการดี. หากนำมาไม่ได้ ควรนำมาเองว่า ทสยิเม
ภิกฺขเว อริยวาสา, เย อริยา อาวสึสุ วา อาวสนฺติ วา อาว-
สิสฺสนฺติ วา¹ - ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระอริยเจ้าทั้งหลายเหล่า
อยู่แล้ว กำลังอยู่ หรือจักอยู่. อริยวาสะเหล่านี้มี ๑๐ อย่าง ดังนี้.
ความจริง พระสารีบุตรเถระแสดงสูตรมีว่าเป็นที่อยู่ของมรรค. เพราะ
ฉะนั้น นั่นเป็นการกล่าวถูกต้องแล้ว. อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรู้
¹องฺ. ทสก. ๒๔/๑๙.
 
๖๘/๒๘๓/๑๐๘๒

วันพุธ, กุมภาพันธ์ 18, 2569

Rong Hai

 
ฝ่ายสังขพราหมณ์ คิดว่า “ บุตรของเราไปนานแล้ว, เราจักรู้ความ
เป็นไปของเขา” ปรารถนาจะเห็นบุตรนั้น จึงออกจากเมืองตักกสิลา ถึง
เมืองพาราณสีโดยลำดับ เห็นหมู่มหาชนประชุมกันแล้ว คิดว่า “ ในชน
เหล่านี้ แม้คนหนึ่งจักรู้ความเป็นไปแห่งบุตรของเราเป็นแน่.” จึงเข้าไป
หาแล้ว ถามว่า “ มาณพชื่อสุสิมะมาในที่นี้, ท่านทั้งหลายทราบข่าวคราว
ของเขาบ้างหรือหนอ ?” มหาชนตอบว่า “ เออ พราหมณ์ เรารู้,
สุสิมมาณพนั้นสาธยายไตรเพท ในสำนักของพราหมณ์ชื่อโน้น บวชแล้ว
ทำให้แจ้งซึ่งปัจเจกโพธิปัญญา ปรินิพพานแล้ว, นี้สถูปของท่านอันเรา
ทั้งหลายให้ตั้งเฉพาะแล้ว.” สังขพราหมณ์นั้น ประหารพื้นดินด้วยมือ
ร้องไห้อาทิผิด สระคร่ำครวญแล้ว ไปยังลานพระเจดีย์ ถอนหญ้าขึ้นแล้ว เอาผ้าห่ม
นำทรายมา เกลี่ยลงที่ลานพระเจดีย์ ประพรมด้วยน้ำในลักจั่น ทำบูชา
ด้วยดอกไม้ป่า ยกธงแผ่นผ้าด้วยผ้าสาฎก ผูกฉัตรของตนในเบื้องบนแห่ง
พระสถูปแล้วก็หลีกไป.
อานิสงส์แห่งการบริจาคสุขพอประมาณ
พระศาสดา ครั้นทรงนำอดีตนิทานนี้มาแล้ว ตรัสว่า “ ภิกษุทั้งหลาย
ในกาลนั้นเราได้เป็นสังขพราหมณ์, เราได้ถอนหญ้าในลานพระเจดีย์ ของ
พระปัจเจกพุทธะชื่อสุสิมะ, ด้วยผลแห่งกรรมของเรานั้น ชนทั้งหลายจึง
ทำหนทาง ๘ โยชน์ให้ปราศจากตอและหนามทำให้สะอาด มีพื้นสม่ำเสมอ,
เราได้เกลี่ยทรายลงในลานพระเจดีย์นั้น, ด้วยผลแห่งกรรมของเรานั้น
ชนทั้งหลายจึงเกลี่ยทรายลงในหนทาง ๘ โยชน์แล้ว; เราทำการบูชาด้วย
ดอกไม้ป่าที่พระสถูปนั้น, ด้วยผลแห่งกรรมของเรานั้น ชนทั้งหลายจึง
โปรยดอกไม้สีต่าง ๆ ลงในหนทาง ๘ โยชน์, น้ำในคงคาในที่ประมาณ
 
๔๓/๓๑/๑๕๖

วันอังคาร, กุมภาพันธ์ 17, 2569

Phra Phak

 
อรรถแห่งภาษิตของอาตมภาพได้ ข้อนั้นจะเป็นความยาก จะเป็นความลำบาก
ของอาตมภาพ.
ร. ขอท่านอัคคิเวสสนะโปรดแสดงธรรมตามที่ได้สดับ ตามที่ได้
ศึกษามาแก่ข้าพเจ้าเถิด บางทีข้าพเจ้าจะพึงทราบอรรถแห่งภาษิตของท่าน
อัคคิเวสสนะได้.
อ. ดูก่อนพระราชกุมาร อาตมภาพจะพึงแสดงธรรมตามที่ได้สดับ
ตามที่ได้ศึกษามาแก่พระองค์ ถ้าพระองค์ทรงทราบอรรถแห่งภาษิตของ
อาตมภาพได้นั้นเป็นความดี ถ้าไม่อาทิผิด อาณัติกะทรงทราบ ขอพระองค์พึงดำรงอยู่ในภาวะ
ของพระองค์ตามที่ควรเถิด อย่าได้ซักถามอาตมภาพในธรรมนั้นให้ยิ่งขึ้นไปเลย.
ร. ขอท่านอัคคิเวสสนะโปรดแสดงธรรมตามที่ได้สดับ ตามที่ได้
ศึกษามาแก่ข้าพเจ้าเถิด ถ้าข้าพเจ้าทราบอรรถแห่งภาษิตของท่านอัคคิเวสสนะ
ได้ นั้นเป็นความดี ถ้าไม่ทราบ ข้าพเจ้าจักดำรงอยู่ในภาวะของตนตามที่ควร
ข้าพเจ้าจักไม่ซักถามท่านอัคคิเวสสนะในธรรมนั้นให้ยิ่งขึ้นไป.
ว่าด้วยการเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคอาทิผิด อักขระเจ้า
[๓๙๑] ลำดับนั้นแล สมณุทเทสอจิรวตะได้แสดงธรรมตามที่ได้สดับ
ตามที่ได้ศึกษามาแก่พระราชกุมารชยเสนะ เมื่อสมณุทเทสอจิรวตะกล่าวแล้ว
อย่างนั้น พระราชกุมารชยเสนะได้ตรัสกะสมณุทเทสอจิรวตะดังนี้ว่า ข้าแต่
ท่านอัคคิเวสสนะผู้เจริญ ข้อที่ภิกษุไม่ประมาท มีความเพียร มีตนส่งไปแล้ว
พึงสำเร็จเอกัคคตาแห่งจิต นั่นไม่ใช่ฐานะ ไม่ใช่โอกาส ต่อนั้น พระราชกุมาร-
ชยเสนะ ทรงประกาศความไม่ใช่ฐานะ ไม่ใช่โอกาสแด่อาทิผิด อักขระสมณุทเทสอจิรวตะแล้ว
ทรงลุกขึ้นจากอาสนะเสด็จหลีกไป.
 
๒๓/๓๙๑/๘๕

วันจันทร์, กุมภาพันธ์ 16, 2569

Fan Lut

 
จักชักจูงผู้อื่น เพื่อความเป็นอย่างที่ผู้ปฏิบัติแล้วจักรอบรู้กามทั้งหลายได้ ข้อนี้
เป็นฐานะที่จะมีได้.
[๒๐๑] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเล่าเป็นคุณของรูปทั้งหลาย ดู
ก่อนภิกษุทั้งหลาย เหมือนอย่างว่า นางสาวเผ่ากษัตริย์ เผ่าพราหมณ์ หรือ
เผ่าคฤหบดี มีอายุระบุได้ว่า ๑๕ ปี หรือ ๑๖ ปี ไม่สูงเกินไป ไม่ต่ำเกินไป
ไม่ผอมเกินไป ไม่อ้วนเกินไป ไม่ดำเกินไป ไม่ขาวเกินไป ดูก่อนภิกษุทั้ง
หลาย ในสมัยนั้น นางคนนั้นงดงามเปล่งปลั่ง เป็นอย่างยิ่ง ใช่หรือไม่ พวก
ภิกษุพากันกราบทูลว่าเป็นเช่นนั้นพระเจ้าข้า. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความสุข
ความโสมนัสอันใดแล ที่บังเกิดขึ้นเพราะอาศัยความงามเปล่งปลั่ง นี้เป็นคุณ
ของรูปทั้งหลาย.
โทษของรูป
[๒๐๒] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็อะไรเล่าเป็นโทษของรูปทั้งหลาย. ดู
ก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลพึงเห็นนางสาวคนนั้นแหละในโลกนี้ โดยสมัยอื่น
มีอายุ ๘๐-๙๐ หรือ ๑๐๐ ปี โดยกำเนิด เป็นยายแก่ มีซี่โครงคดดังกลอน
เรือนร่างคดงอ ถือไม้เท้ากระงกกระเงิ่น เดินไปกระสับกระส่าย ผ่านวัยเยาว์
ไปแล้ว มีฟันอาทิผิด อักขระหลุด ผมหงอก. ผมโกร๋น ศีรษะล้าน เนื้อเหี่ยว มีตัวตกกระ.
ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจักสำคัญข้อนั้นอย่างไร ความงดงาม ความ
เปล่งปลั่งที่มีอาทิผิด สระในครั้งก่อนนั้นหายไปแล้ว โทษปรากฏแล้วมิใช่หรือ.
ภิกษุ. เป็นเช่นนั้น พระเจ้าข้า.
พระ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นโทษของรูปทั้งหลาย.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง บุคคลพึงเห็นสาวคนนั้นแหละ
มีอาพาธ มีทุกข์ เจ็บหนัก นอนจมกองมูตรคูถของตน ต้องให้คนอื่นพยุง
 
๑๘/๒๐๒/๑๒๐

วันอาทิตย์, กุมภาพันธ์ 15, 2569

Nam Oi

 
การแล้วได้ทูลคำนี้แด่พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า งบน้ำอ้อยข้าพระพุทธเจ้าให้พวก
คนกินเดนจนพอแก่ความต้องการแล้ว พระพุทธเจ้าข้า แต่งบน้ำอ้อยนี้ยังเหลือ
อยู่มาก ข้าพระพุทธเจ้าจะปฏิบัติอย่างไรต่อไป พระพุทธเจ้าข้า ?
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนกัจจานะ ถ้าเช่นนั้น เธอจงเลี้ยงดู
พวกคนกินเดนให้อิ่มหนำ ด้วยงบน้ำอ้อย.
พราหมณ์เวลัฏฐกัจจานะ ทูลรับสนองพระพุทธดำรัสว่า เป็นอย่าง
นั้นพระพุทธเจ้าข้า แล้วเลี้ยงดูพวกคนกินเดนให้อิ่มหนำด้วยงบน้ำอ้อย คน
กินเดนบางพวกบรรจุงบน้ำอ้อยเต็มกระป๋องบ้าง เต็มหม้อน้ำบ้าง ห่อเต็ม
ผ้าขาวปูลาดบ้าง เต็มพกบ้าง ครั้นพราหมณ์เวลัฏฐอาทิผิด อักขระกัจจานะเลี้ยงดูพวกคนกิน
เดนให้อาทิผิด สระอิ่มหนำด้วยงบน้ำอ้อย แล้วทูลคำนี้แด่พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า พวกคน
กินเดนอันข้าพระพุทธเจ้าเลี้ยงดูด้วยงบน้ำอ้อยให้อิ่มหนำแล้ว พระพุทธเจ้าข้า
แต่งบน้ำอ้อยอาทิผิด อาณัติกะนี้ยังเหลืออยู่มาก ข้าพระพุทธเจ้าจะปฏิบัติอย่างไรต่อไป พระ
พุทธเจ้าข้า ?
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนกัจจานะ ทั่วโลกนี้พร้อมทั้งเทวโลก
มารโลกพรหมโลก ทั่วทุกหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณพราหมณ์เทวดาและมนุษย์
เราไม่เล็งเห็นบุคคลผู้ที่บริโภคงบน้ำอ้อยนั้นแล้วจะให้ย่อยได้ดี นอกจากตถาคต
หรือสาวกของตถาคต ดูก่อนกัจจานะ ถ้าเช่นนั้น เธอจงทิ้งงบน้ำอ้อยนั้นเสีย
ในสถานที่อันปราศจากของเขียวอาทิผิด อักขระสด หรือจงเทเสียในน้ำซึ่งปราศจากตัวสัตว์.
พราหมณ์เวลัฏฐกัจจานะ ทูลรับสนองพระพุทธดำรัสว่า เป็นอย่างนั้น
พระพุทธเจ้าข้า แล้วเทงบน้ำอ้อยนั้นลงในน้ำซึ่งปราศจากตัวสัตว์ งบน้ำอ้อย
ที่เทลงในน้ำนั้น เดือดพลุ่ง ส่งเสียงดังจิฏิจิฏิ พ่นไอพ่นควันทันที เปรียบ
เหมือนผาลที่ร้อนโชนตลอดวันอันบุคคลจุ่มลงในน้ำ ย่อมเดือดพลุ่ง ส่งเสียง
 
๗/๖๕/๑๑๐

วันเสาร์, กุมภาพันธ์ 14, 2569

Chunlaphak

 
พระเถระว่า ภิกษุ ท่านนั่นแหละจงไป เมื่อท่านไปแล้ว พระราชา
จักทรงเลื่อมใส พระเถระคิดว่า พระพุทธเจ้าทั้งหลายไม่ตรัสเป็น
คำสอง ดังนี้จึงถวายบังคมพระตถาคต ไปกรุงอุชเชนีพร้อมกับ
ภิกษุทั้ง ๗ รูปที่มาพร้อมกับตนนั่นแหละ ในระหว่างทางภิกษุ
เหล่านั้นได้เที่ยวบิณฑบาตในนิคมชื่อว่า นาลินิคม.
ในนิคมแม้นั้น มีธิดาเศรษฐี ๒ คน คนหนึ่งเกิดในตระกูล
เก่าแก่เข็ญใจ เมื่อมารดาบิดาล่วงไปแล้ว ก็อาศัยเป็นนางนมเลี้ยง
ชีพ. แต่อัตภาพของเธอบึกบึน ผมยาวเกินคนอื่น ในนิคมนั้น
นั่นแหละ ยังมีธิดาของตระกูลอิศรเศรษฐีอีกคนหนึ่ง เป็นคนไม่มีผม
เมื่อก่อนนั้นมาแม้นางจะกล่าวว่า ขอให้นาง (ผมดก) ส่งไปให้
ฉันจักให้ทรัพย์ ๑๐๐ หนึ่ง หรือ ๑,๐๐๐ หนึ่งแก่เธอ ก็ให้เขานำ
ผมมาไม่ได้ ก็ในวันนั้น ธิดาเศรษฐีนั้นเห็นพระมหากัจจายนเถระ
มีภิกษุ ๗ รูปเป็นบริวาร เดินมามีบาตรเปล่า คิดว่าภิกษุผู้เป็น
เผ่าพันธุ์พราหมณ์รูปหนึ่ง มีผิวดังทองรูปนี้เดินไปบาตรเปล่า
ทรัพย์อย่างอื่นของเราก็ไม่มี แต่ว่าธิดาเศรษฐีบ้านโน้น (เคย)
ส่ง (คน) มาเพื่อต้องการผมนี้ ตอนนี้เราอาจถวายไทยธรรมแก่
พระเถระได้ด้วยทรัพย์ที่เกิดจากที่ได้ค่าผมนี้ ดังนี้จึงส่งสาวใช้
ไปนิมนต์พระเถระทั้งหลายให้นั่งภายในเรือน พอพระเถระนั่งแล้ว
(นาง) ก็เข้าห้องตัดผมของตน กล่าวว่า แน่แม่ จงเอาผมเหล่านี้
ให้แก่ธิดาเศรษฐีบ้านโน้น แล้วเอาของที่นางให้มา เราจะถวาย
บิณฑบาตแก่พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลาย. สาวใช้เอาหลังมือเช็ดน้ำตา
เอามือข้างหนึ่งกุมเนื้อตรงหัวใจปกปิดไว้ในสำนักพระเถระทั้งหลาย
ถือผมนั้นไปยังสำนักของธิดาเศรษฐี. ธรรมดาขึ้นชื่อว่าของที่จะขาย
 
๓๒/๑๔๖/๓๓๖

วันศุกร์, กุมภาพันธ์ 13, 2569

Mettiya

 
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แลพวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนั้น
ว่าดังนี้
พระบัญญัติ
๖๒. ๓. ก. เป็นปาจิตตีย์ในเพราะความเป็นผู้ให้โพนทะนา.
ก็สิกขาบทนี้ ย่อมเป็นอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติแล้วแก่ภิกษุ
ทั้งหลาย ด้วยประการฉะนี้ .
เรื่องพระทัพพมัลลบุตร จบ
เรื่องพระทัพพมัลลบุตร (ต่อ)
[๓๖๙] ก็สมัยนั้น พระเมตติยะและพระภุมมชกะคิดว่า ภิกษุทั้งหลาย
จักเชื่อฟังด้วยพระบัญญัติเพียงเท่านี้ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงห้ามการให้
โพนทะนาแล้ว จึงบ่นว่าท่านพระทัพพมัลลบุตรอยู่ใกล้ ๆ ภิกษุทั้งหลายว่า
พระทัพพมัลลบุตรจัดเสนาสนะตามความพอใจ และแจกภัตตามความพอใจ
บรรดาภิกษุผู้มักน้อย . . .ต่างก็เพ่งโทษติเตียน โพนทะนาว่า ไฉนพระเมตติยะ
และพระภุมมชกะจึงได้บ่นว่า ท่านพระทัพพมัลลบุตรอยู่เล่า แล้วกราบทูล
เนื้อความนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า.
ทรงสอบถาม
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า . . .ทรงสอบถามพระเมตติยะอาทิผิด อักขระและพระ-
ภุมมชกะว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่าพวกเธอบ่นว่าภิกษุทัพพมัลลบุตร
จริงหรือ.
พระเมตติยะและพระภุมมชกะทูลรับว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า.
 
๔/๓๖๙/๒๙๗

วันพฤหัสบดี, กุมภาพันธ์ 12, 2569

Anu Phuttha

 
เถระเจ้า ให้ท่านทำให้อุปัฏฐากยอมตกลง เพื่อให้โอกาสแก่ทาน
ของพระนางสุปปวาสาแล้ว ทรงรับทานของพระนางตลอด ๗ วัน
กับภิกษุสงฆ์.
ครั้นถึงวันที่ ๗ พระนางสุปปวาสาตกแต่งพระสีวลีกุมาร
ผู้โอรส ให้ถวายบังคมพระศาสดา และพระภิกษุสงฆ์ เมื่อ
พระกุมารถูกนำเข้าไปสู่สำนักของพระเถระเจ้าโดยลำดับ
พระเถระเจ้าได้กระทำปฏิสันถารกับเธอว่า สีวลี เธอยังจะพอ
ทนได้หรือ ? สีวลีกุมาร ตรัสคำเห็นปานนี้กับพระเถระเจ้า
ว่า ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ กระผมจะมีความสุขที่ไหนได้เล่า
กระผมนั้นต้องอยู่ในโลหกุมภีถึง ๗ ปี พระนางสุปปวาสาทรง
สดับถ้อยคำนั้นของพระโอรสแล้ว ทรงโสมนัสว่า ลูกของเรา
เกิดได้ ๗ วัน คุยกับพระอนุพุทธอาทิผิด อักขระธรรมเสนาบดีได้ พระศาสดา
ตรัสว่า สุปปวาสา ยังจะปรารถนาบุตรอย่างนี้คนอื่น ๆ อีกไหม
เล่า ? พระนางกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้ากระหม่อมฉัน
พึงได้โอรสอื่น ๆ อย่างนี้ ๗ คน เกล้ากระหม่อมฉันพึงปรารถนา
ทีเดียวพระเจ้าค่ะ พระศาสดาทรงเปล่งพระอุทาน กระทำ
อนุโมทนาแล้วเสด็จหลีกไป ฝ่ายพระกุมารสีวลี พอมีพระชนม์ได้
๗ พรรษาเท่านั้น ก็ทรงบวชถวายชีวิตในพระศาสนา ครั้นมีอายุ
ครบ ก็ได้อุปสมบทเป็นผู้มีบุญ ถึงความเป็นผู้เลิศด้วยลาภและยศ
บรรลือลั่นตลอดพื้นปฐพี บรรลุพระอรหัตผลแล้ว ได้รับฐานะ
เป็นเอตทัคคะในกลุ่มแห่งท่านผู้มีบุญทั้งหลาย อยู่มาวันหนึ่ง
 
๕๖/๑๐๐/๓๘๕

วันพุธ, กุมภาพันธ์ 11, 2569

Nan

 
๔ ในอากาศได้กระทำเพดานดอกไม้ไว้. แม้พระศาสดาพระองค์นั้นอาทิผิด อาณัติกะก็ทรง
พยากรณ์เขาว่า ในกัป ที่เก้าสิบแต่กัปนี้ จักได้เป็นพระพุทธเจ้า. พระนครของ
พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น นามว่า เขมะ กษัตริย์ทรงพระนามว่า ชนสันธะ
เป็นพระราชบิดา พระราชมารดาทรงพระนามว่า ปทุมา พระอัครสาวกนาม
ว่า พรหมเทวะองค์หนึ่ง นามว่าอุทยะองค์หนึ่ง พระอุปฐากนามว่า สัมภวะ
พระอัครสาวิกา นามว่าปุสสาองค์หนึ่ง นามว่า สุทัตตาองค์หนึ่ง อสนพฤกษ์
(ต้นประดู่ลาย) เป็นต้นไม้ที่ตรัสรู้ พระสรีระสูงได้ ๖๐ ศอก พระชนมายุได้
แสนปี.
กาลต่อจากพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่าสิทธัตถะ
ก็มาถึงพระนายกผู้เลิศในโลก ทรงพระนามว่าติสสะ
หาผู้เสมอมิได้ หาผู้เปรียบมิได้ ทรงมีศีลหาที่สุดมิได้
ทรงมีพระยศนับไม่ได้.
กาลต่อจากพระองค์ พระศาสดาทรงพระนามว่า ปุสสะ เสด็จอุบัติ
ขึ้นแล้ว. แม้สาวกสันนิบาตของพระองค์ก็มีสามครั้ง ในสันนิบาตครั้งแรก มี
ภิกษุหกสิบแสน ครั้งที่ ๒ ห้าสิบแสน ครั้งที่สาม สามสิบสองแสน. ใน
กาลนั้น พระโพธิสัตว์เป็นกษัตริย์ ทรงพระนามว่า วิชิตาวี ทรงสละราช-
สมบัติอันใหญ่ แล้วผนวชในสำนักของพระศาสดา ทรงเล่าเรียนพระไตรปิฎก
แล้วทรงแสดงธรรมกถาแก่มหาชน ทรงบำเพ็ญศีลบารมี. แม้พระปุสสะก็
พยากรณ์เขาว่า จักเป็นพระพุทธเจ้า. พระนครของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์
นั้น นามว่า กาสี พระราชาทรงพระนามว่า ชยเสนะ เป็นพระราชบิดา
พระราชมารดาทรงพระนามว่า สิริมา พระอัครสาวกนามว่า สุรักขิตะองค์
หนึ่ง นามว่า ธรรมเสนะองค์หนึ่ง พระอุปฐากนามว่า โสภิยะ. พระอัคร-
สาวิกานามว่า จาลาองค์หนึ่ง นามว่า อุปจาลาองค์หนึ่ง อามลกพฤกษ์ (ต้น
 
๕๕/๑/๖๘

วันอังคาร, กุมภาพันธ์ 10, 2569

Anatta

 
บุคคลรู้จิตของบุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยจิตที่เป็นอาจยคามิธรรม ด้วย
เจโตปริยญาณ.
อากาสานัญจายตนอาทิผิด อักขระกุศล เป็นปัจจัยแก่วิญญาณัญจายตนอาทิผิด อักขระกุศล ด้วยอำ-
นาจของอารัมมณปัจจัย.
อากิญจัญญายตนกุศล เป็นปัจจัยแก่เนวสัญญานาสัญญายตนอาทิผิด อักขระกุศล.
ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นอาจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่อิทธิวิธญาณอาทิผิด อักขระ แก่
เจโตปริยญาณ แก่ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ แก่ยถากัมมูปคญาณ แก่อนาคตังอาทิผิด อักขระ-
สญาณ ด้วยอำนาจของอารัมมณปัจจัย.
[๑๐๙๐] ๒. อาจยคามิธรรม เป็นปัจจัยแก่เนวาจยคามินา-
ปจยคามิธรรม ด้วยอำนาจของอารัมมณปัจจัย
คือ พระอรหันต์พิจารณากิเลสที่ละแล้ว, รู้ซึ่งกิเลสทั้งหลายที่เคยเกิด
ขึ้นแล้วในกาลก่อน.
บุคคลพิจารณาเห็นขันธ์ทั้งหลายที่เป็นอาจยคามิธรรม โดยความเป็น
ของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตาอาทิผิด อักขระ.
บุคคลรู้จิตของบุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยจิตที่เป็นอาจยคามิธรรม ด้วย
เจโตปริยญาณ.
พระเสกขบุคคล หรือ ปุถุชน พิจารณาเห็นขันธ์ทั้งหลายที่เป็น
อาจยคามิธรรม โดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เมื่อกุศล
ดับไปแล้ว ตทารัมมณจิตที่เป็นวิบากย่อมเกิดขึ้น.
 
๘๗/๑๐๙๐/๒๕๐

วันจันทร์, กุมภาพันธ์ 09, 2569

Kham

 
ไม่อาจเข้าไปใกล้ได้ดอก เธออย่าชอบใจมันเลย จงยินดีตาม
ที่ได้มาเท่านั้นเถิด นางกล่าวว่า นาย เมื่อความมืดในยามรัตติกาล
มีอยู่ ขึ้นชื่อว่าสถานที่ที่ลูกผู้ชายจะไปไม่ได้ ไม่มีเลย เทวดา
ผู้เที่ยวไปในอากาศผู้หนึ่ง เห็นภัยในอนาคตของเขา ช่วยห้าม
เขาไว้.
เมื่อนางพูดเซ้าซี้อยู่บ่อย ๆ อย่างนี้ เขาก็เชื่อถือถ้อยคำ
ของนางด้วยอำนาจกิเลส ปลอบนางว่า นิ่งเสียเถิด นางผู้เจริญ
อย่าคิดมากไปเลย ถึงเวลากลางคืน ก็เสี่ยงชีวิตออกจากพระนคร
ไปสู่ไร่ดอกคำอาทิผิด อักขระของหลวง ปีนรั้วเข้าไปในไร่ พวกคนเฝ้าไร่
ได้ยินเสียงรั้ว ต่างร้องว่า ขโมย ขโมย แล้วล้อมจับได้ ช่วยกันด่า
รุมกันซ้อม มัดไว้ ครั้นสว่างแล้ว ก็พาไปมอบพระราชา พระราชา
รับสั่งว่า ไปเถิด พวกเจ้าจงเอามันไปเสียบอาทิผิด อักขระเสียที่หลาว คนเหล่านั้น
มัดเขาไพล่หลัง พาออกจากเมือง โดยมีคนตีกลองประกาศโทษ
ประหารตามไปด้วย แล้วเอาไปเสียบอาทิผิด อักขระที่หลาว เขาเสวยเวทนาแสน
สาหัส ฝูงกาพากันไปเกาะที่ศีรษะ จิกนัยน์ตาด้วยจะงอยปาก
อันคมเหมือนปลายคีม เขาไม่ได้ใส่ใจทุกข์แม้จะสาหัสเพียงนั้น
คิดถึงแต่หญิงนั้นถ่ายเดียว รำพึงว่า เราพลาดโอกาส จากงาน
ประจำราตรีในเดือนกัตติกะ กับนางผู้นุ่งผ้าย้อมด้วยดอกคำ
ใช้แขนทั้งคู่โอบกอดรอบคอ คลอเคลียกัน แล้วกล่าวคาถานี้
ความว่า :-
 
๕๖/๑๔๗/๕๘๙

คลังบทความของบล็อก