วันอังคาร, มีนาคม 17, 2569

Patiyan

 
ภวัคคพรหมถึงอเวจีเป็นที่สุด เราเป็นผู้เลิศกว่าสัตว์ประเภทไม่มีเท้าและสัตว์
สองเท้าเป็นต้น ไม่มีใครเปรียบกับเราได้ด้วยศีล ฯลฯ หรือวิมุตติญาณทัสสนะ
เราเป็นธรรมราชาชั้นเยี่ยมอย่างนี้ ยังจักรให้เป็นไปโดยธรรม คือโพธิปักขิย-
ธรรมอันมีสติปัฏฐานสี่เป็นต้นอย่างยอดทีเดียว เรายังอาณาจักรให้เป็นไป
โดยนัยมีอาทิว่า พวกท่านจงละสิ่งนี้ จงเข้าถึงสิ่งนี้ดังนี้ หรือยังธรรมจักรให้
เป็นไปโดยปริยัติธรรมมีอาทิว่า อิทํ โข ปน ภิกฺขเว ทุกฺขํ อริยสจฺจํ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ทุกข์นี้แลเป็นอริยสัจ ดังนี้. บทว่า จกฺกํ อปฺปฏิวตฺติยํ
ความว่า เรายังจักรที่สมณะก็ดี พราหมณ์ก็ดี เทวดาก็ดี มารก็ดี พรหมก็ดี
ใคร ๆ ก็ดี ในโลกให้เป็นไปไม่ได้ ให้เป็นไปโดยธรรม.
เสลพราหมณ์เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำพระองค์ให้แจ่มแจ้งอย่างนี้
แล้ว จึงเกิดปีติโสมนัส เพื่อทำให้มั่นยิ่งขึ้นจึงกล่าวคาถาที่สองว่า สมฺพุทฺโธ
ปฏิชานาสิ พระองค์ทรงปฏิญาณอาทิผิด อักขระว่าเป็นพระสัมมาสัมพุทธะ ดังนี้.
ในบทเหล่านั้น บทว่า โก นุ เสนาปติ เสลพราหมณ์ทูลถามว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ใครเป็นเสนาบดี ยังธรรมจักรที่เป็นไปแล้ว โดยธรรม
ของพระธรรมราชาให้เป็นไปตามได้. สมัยนั้นท่านพระสารีบุตรนั่งอยู่ ณ ข้าง
เบื้องขวาของพระผู้มีพระภาคเจ้างดงามด้วยสิริดุจก้อนทอง. พระผู้มีพระภาคเจ้า
เมื่อจะทรงแสดงกะเสลพราหมณ์จึงตรัสคาถาว่า มยา ปวตฺติตํ ยังธรรมจักร
อันเราให้เป็นไปแล้ว.
ในบทเหล่านั้น บทว่า อนุชาโต ตถาคตํ พระสารีบุตรผู้เกิดตาม
ตถาคต ความว่า พระสารีบุตรผู้เกิดตาม เพราะเหตุตถาคต คือเกิดเพราะ
ตถาคตเป็นเหตุ.
 
๔๗/๓๗๙/๕๕๐

วันจันทร์, มีนาคม 16, 2569

Phothippanyanang

 
บทว่า พุทฺธเววจนานิ วา ได้แก่ พระนามโดยปริยายแห่งพระ-
พุทธเจ้า ฯลฯ หรือนามโดยปริยายแห่งผู้มิใช่เชื้อสายพระศากยบุตร.
บรรดาพระนามที่เป็นไวพจน์แห่งพระพุทธเจ้าเป็นต้นเหล่านั้น พระ-
นามตั้งพันมาแล้วในวรรณปัฏฐาน¹ พระนามร้อยหนึ่งมาแล้วในอุบาลีคาถา²
และพระนามอย่างอื่นที่ได้อยู่โดยพระคุณ พึงทราบว่า เป็นไวพจน์แห่งพระ-
พุทธเจ้า. ชื่อแห่งพระธรรมแม้ทั้งหมด พึงทราบว่า เป็นไวพจน์แห่งพระธรรม.
ในไวพจน์แห่งพระสงฆ์เป็นต้นทั้งหมด ก็นัยนั่น.
[การบอกลาสิกขาระบุพระนามที่เป็นไวพจน์ของพระพุทธเจ้า]
ก็ในพระนามที่เป็นไวพจน์แห่งพระพุทธเจ้าเป็นต้นนี้ มีโยชนาดังต่อ
ไปนี้:-
การบอกลาด้วยคำว่า พุทฺธํ ปจฺจกฺขามิ ไม่ใช่เป็นการบอกลาด้วย
ไวพจน์ตามที่กล่าวเลย. การบอกลาเป็นต้นอย่างนี้ คือ:-
สมฺมาสมฺพุทฺธํ ปจฺจกฺขามิ ข้าพเจ้าบอกคืนพระพุทธเจ้า
ผู้ตรัสรู้ชอบด้วยพระองค์เอง.
อนนฺตพุทฺธึ “ ข้าพเจ้าบอกคืนพระพุทธเจ้า ผู้มี
ความตรัสรู้ไม่มีที่สุด.”
อโนมพุทฺธึ “ ข้าพเจ้าบอกคืนพระพุทธเจ้าผู้มี
ความตรัสรู้ไม่ต่ำทราม.”
โพธิปฺปญฺญาณํอาทิผิด สระ “ ข้าพเจ้าบอกคืนพระพุทธเจ้าผู้มี
ความตรัสรู้เป็นเครื่องปรากฏ.”
¹วรรณปัฏฐาน เป็นคัมภีร์แสดงพุทธคุณฝ่ายมหาสังฆิก พวกมหายาน. ²อุบาลีวาทสูตร ม.ม. ๑๓/๑๗-๘.
 
๑/๗๘/๗๙๒

วันอาทิตย์, มีนาคม 15, 2569

Ubasok

 
เรื่องพ่อค้า
[๔๙๕] ก็โดยสมัยนั้นแล พ่อค้าเกวียนพวกหนึ่งประสงค์จะเดินทาง
ไปยังถิ่นตะวันตก จากพระนครราชคฤห์ ภิกษุผู้เที่ยวบิณฑบาตรูปหนึ่ง ได้
เข้าไปบิณฑบาตถึงพวกพ่อค้าเกวียนหมู่นั้น อุบาสกอาทิผิด อักขระคนหนึ่งได้สั่งให้ถวายข้าว
สัตตุแก่ภิกษุนั้น ๆ ออกไปแล้วได้บอกแก่ภิกษุรูปอื่น อุบาสกอาทิผิด อักขระก็ได้สั่งให้ถวาย
ข้าวสัตตุแม้แก่ภิกษุรูปนั้น ๆ ออกไปแล้ว ได้บอกแก่ภิกษุรูปอื่น อุบาสกอาทิผิด อักขระก็ได้
สั่งให้ถวายข้าวสัตตุแม้แก่ภิกษุรูปนั้น เสบียงตามที่เขาได้จัดเตรียมไว้ได้หมด
สิ้นแล้ว จึงอุบาสกนั้นได้บอกแก่คนพวกนั้นว่า วันนี้ท่านทั้งหลายจงรอก่อน
เพราะเสบียงตามที่เราได้จัดเตรียมไว้ได้ถวายพระคุณเจ้าทั้งหลายไปหมดแล้ว
ข้าพเจ้าจักจัดเตรียมเสบียงก่อน.
คนพวกนั้น กล่าวว่า พวกกระผมไม่สามารถจะคอยได้ ขอรับ เพราะ
พวกพ่อค้าเกวียนเริ่มเดินทางแล้ว ดังนี้ แล้วได้พากันไป
เมื่ออุบาสกนั้นตระเตรียมเสบียงเสร็จแล้ว เดินทางไปภายหลัง พวก
โจรได้แย่งชิง
ประชาชนพากัน เพ่งโทษติเตียนโพนทะนาว่า ไฉน พระสมณะ
เชื้อสายพระศากยบุตรจึงได้รับอย่างไม่รู้ประมาณ อุบาสกอาทิผิด อักขระนี้ถวายเสบียงแก่พระ-
สมณะเหล่านี้แล้ว จึงเดินทางไปภายหลังได้ถูกพวกโจรแย่งชิง
ภิกษุทั้งหลายได้ยินประชาชนเพ่งโทษติเตียนโพนทะนาอยู่. . .จึงกราบ
ทูลเนื้อความนั้น แด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงบัญญัติสิกขาบท
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงทำธรรมีกถา ในเพราะเหตุเป็น
เค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะ
 
๔/๔๙๕/๔๙๑

วันเสาร์, มีนาคม 14, 2569

Phattahan

 
ภาคเจ้าทรงรับอาราธนาด้วยดุษณีภาพ ครั้นเมณฑกะคหบดีทราบการรับ
อาราธนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ลุกจากที่นั่ง ถวายบังคมทำประทักษิณ
กลับไปแล้วสั่งให้ตกแต่งของเคี้ยวของฉันอันประณีตโดยผ่านราตรีนั้น แล้วให้
เจ้าหน้าที่ไปกราบทูลภัตกาลแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ถึงเวลาแล้ว พระพุทธ
เจ้าข้า ภัตตาหารอาทิผิด อักขระเสร็จแล้ว.
ครั้นเวลาเช้า พระผู้มีพระภาคอาทิผิด เจ้าทรงครองอันตรวาสก ถือบาตรจีวร
เสด็จพระพุทธดำเนินเข้าไปทางนิเวศน์ของเมณฑกะคหบดี ครั้นถึงแล้วประทับ
นั่งเหนือพุทธอาสน์ที่จัดไว้ พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์.
ขณะนั้น ภรรยา บุตร สะใภ้ และทาส ของเมณฑกะคหบดีได้
เข้าอาทิผิด อักขระเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ถวายบังคมแล้วนั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง พระ
ผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงอนุปุพพิกถาแก่เขาทั้งหลาย คือ ทรงประกาศทานกถา
สีลกถา สัคคกถา ซึ่งโทษแห่งกามอันต่ำทรามอันเศร้าหมอง และอานิสงส์
ในความออกจากกาม เมื่อพระองค์ทรงทราบว่า ชนเหล่านั้นมีจิตคล่อง มีจิต
อ่อน มีจิตปลอดจากนิวรณ์ มีจิตเบิกบาน มีจิตผ่องใสแล้ว จึงทรงประกาศ
พระธรรมเทศนาที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงยกขึ้นแสดงด้วยพระองค์เอง คือ
ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ดวงตาเห็นธรรมปราศจากธุลี ปราศจากมลทิน
ได้เกิดแก่เขาทั้งหลาย ณ สถานที่นั่งนั้นแลว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็น
ธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลมีความดับเป็นธรรมดา ดุจผ้าที่สะอาดปราศจากมลทิน
ควรรับน้ำย้อมด้วยดีฉะนั้น.
ครั้นชนเหล่านั้นเห็นธรรมแล้ว บรรลุธรรมแล้ว รู้ธรรมแจ่มแจ้ง
แล้ว หยั่งลงสู่ธรรมแล้ว ข้ามความสงสัยได้แล้ว ปราศจากถ้อยคำแสดงความ
สงสัยแล้ว ถึงความเป็นผู้องอาจ ไม่ต้องเชื่อผู้อื่นในคำสอนของพระศาสดา
 
๗/๘๔/๑๔๕

วันศุกร์, มีนาคม 13, 2569

Mai Thao

 
[๒๐๖ ] พราหมณ์เหล่าใด ระลึกถึงธรรมของพราหมณ์
เก่า ๆ พราหมณ์เหล่านั้นเป็นผู้สูงสุดโดยศีลมา
ก่อน ทวารทั้งหลายย่อมเป็นอันพราหมณ์เหล่านั้น
คุ้มครองแล้ว รักษาดีแล้ว เพราะครอบงำความ
โกรธเสียได้ พราหมณ์เหล่าใด ระลึกถึงธรรมของ
พราหมณ์เก่าได้ พราหมณ์เหล่านั้นเป็นผู้ประพฤติ
ในธรรม ( กุศลกรรมบถ ) และในฌาน พราหมณ์
เหล่าใดละเลยธรรมเหล่านี้เสีย เป็นผู้เมาด้วยโคตร
เป็นผู้ถูกความโกรธครอบงำแล้ว มีอาชญาในตน
มากมาย ประพฤติผิดในสัตว์ทั้งหลาย ทั้งที่มีใจ
หวาดสะดุ้งและมั่นคง จึงประพฤติไม่เรียบร้อย การ
สมาทานวัตรทั้งปวง คือ การไม่กิน การนอนบน
พื้นดิน การอาบน้ำในเวลาเช้า และพระเวท ๓
ของบุคคลผู้ไม่คุ้มครองทวาร เป็นการเปล่าผล
เหมือนทรัพย์เครื่องปลื้มใจอันบุรุษได้แล้วในความ
ฝันฉะนั้น บริขารภัณฑ์เหล่านี้ คือ หนังเสือหยาบๆ
ชฎาอาทิผิด สระ เหงือก มนต์ ศีลพรต ตบะ การล่อลวง
ไม้อาทิผิด อาณัติกะเท้าคด ๆ และการเอาน้ำลูบหน้าเป็นวรรณะของ
พวกพราหมณ์ การภาวนาเห็นแก่อามิส พวก
พราหมณ์ก็ทำกันแล้ว ส่วนจิตอันตั้งมั่นดีแล้ว อัน
ผ่องใส ไม่ขุ่นมัว ไม่เหี้ยมโหดในสัตว์ทั้งปวง
ข้อนั้นเป็นทางถึงพรหม.
 
๒๘/๒๐๖/๒๔๕

วันพฤหัสบดี, มีนาคม 12, 2569

Arai

 
ชื่อว่าที่แคบในจตุตถอาทิผิด อักขระฌานนั้น รูปสัญญายังไม่ดับไปในจตุตถฌาน
นั้น นี้ชื่อว่าที่แคบในจตุตถฌานนี้.
อีกประการหนึ่ง ภิกษุ...บรรลุอากาสานัญจายตนฌาน...
ดูก่อนอาวุโส โดยปริยายแม้เพียงเท่านี้แล พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสการบรรลุโอกาสในที่แคบอาทิผิด เมื่ออากาสานัญจายตนฌานนั้นมีอยู่
ที่แคบก็มีอยู่ อะไรชื่อว่าที่แคบในอากาสานัญจายตนฌาน อากา-
สานัญจายตนสัญญายังไม่ดับไปในอากาสานัญจายตนฌานนั้น
นี้ชื่อว่า แคบในอากาสานัญจายตนฌานนี้.
อีกประการหนึ่ง ภิกษุ... บรรลุวิญญาณัญจายตนฌาน...
ดูก่อนอาวุโส โดยปริยายแม้เพียงเท่านี้แล พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส
การบรรลุโอกาสในที่แคบ แม้เมื่อวิญญาณัญจายตนฌานนั้นมีอยู่
ที่แคบก็มีอยู่ อะไรชื่อว่าที่แคบในวิญญาณัญจายตนฌานนั้น
วิญญาณัญจายตนสัญญา ยังไม่ดับไปในวิญญาณัญจายตนฌาน
นั้น นี้ชื่อว่าที่แคบในวิญญาณัญจายตนอาทิผิด อักขระฌานนี้.
อีกประการหนึ่ง ภิกษุ... บรรลุอากิญจัญญายตนฌาน...
ดูก่อนอาวุโส โดยปริยายแม้เพียงเท่านี้แล พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสการบรรลุโอกาสในที่แคบ แม้เมื่ออากิญจัญญายตนฌานนั้น
มีอยู่ ที่แคบก็มีอยู่ อะไรอาทิผิด สระชื่อว่าที่แคบในอากิญจัญญายตนฌานนั้น
อากิญจัญญายตนสัญญา ยังไม่ดับไปในอากิญจัญญายตนฌานนั้น
นี้ชื่อว่าที่แคบในอากิญจัญญายตนฌานนี้.
อีกประการหนึ่ง ภิกษุ... บรรลุเนวสัญญานาสัญญายตน-
ฌาน... ดูก่อนอาวุโส โดยปริยายนี้แม้เพียงเท่านี้แล พระผู้มีพระ-
 
๓๗/๒๔๖/๘๘๗

วันพุธ, มีนาคม 11, 2569

Arati

 
ด้วยสามารถอาโลกสัญญา ย่อมไม่ล่วงกันและกัน . . . เมื่อละอุทธัจจะ
ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถความไม่ฟุ้งซ่าน ย่อมไม่ล่วงกันและ
กัน ...เมื่อละวิจิกิจฉา ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถการกำหนด
ธรรม ย่อมไม่ล่วงกันและกัน...เมื่อละอวิชชา ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วย
สามารถแห่งญาณ ย่อมไม่ล่วงกันและกัน . . . เมื่อละอรติอาทิผิด ธรรมทั้งหลาย
ที่เกิดด้วยสามารถอาทิผิด อักขระ ความปราโมทย์ ย่อมไม่ล่วงกันและกัน . . . เมื่อละ
นิวรณ์ทั้งหลาย ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถปฐมฌาน ย่อมไม่
ล่วงกันและกัน ... เมื่อละวิตกและวิจารธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถ
ทุติยฌาน ย่อมไม่ล่วงกันและกัน. . .เมื่อละปีติ ธรรมทั้งหลายที่เกิด
ด้วยสามารถตติยฌาน ย่อมไม่ล่วงกันและกัน . . . เมื่อละสุขและทุกข์
ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถจตุตถฌาน ย่อมไม่ล่วงกันและกัน . . .
เมื่อละรูปสัญญา ปฏิฆสัญญา นานัตตสัญญา ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วย
สามารถอากาสานัญจายตนสมาบัติ ย่อมไม่ล่วงกันและกัน . . . เมื่อละ
อากาสานัญจายตนสัญญา ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถวิญญาณัญ-
จายตนสมาบัติย่อมไม่ล่วงกันและกัน. . . เมื่อละวิญญาณัญจายตนสัญญา
ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถอากิญจัญญายตนสมาบัติ ย่อมไม่ล่วงกัน
และกัน ... เมื่อละอากิญจัญญายตนสัญญา ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วย
สามารถเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ ย่อมไม่ล่วงกันและกัน...เมื่อ
ละนิจสัญญา ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถอนิจจานุปัสนา ย่อม
ไม่ล่วงกันและกัน ...เมื่อละสุขสัญญา ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถ
 
๖๘/๗๓/๓๖๑

วันอังคาร, มีนาคม 10, 2569

Chue

 
ในอารยชนทั้งหลายผู้ซื่อตรงคงที่ แม้เล็ก
น้อยก็ย่อมมีผลมาก.
ผู้ใดได้ทำความดีงามไว้ก่อน ผู้นั้น
ชื่อว่าได้ทำกิจที่ทำได้แสนยากในโลก ภาย
หลังเขาจะทำหรือไม่ทำก็ตาม ชื่ออาทิผิด ว่าเป็น
บุคคลผู้ควรแก่การบูชายิ่งนัก.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อเทยฺเยสุ ได้แก่ ผู้ไม่เคยทำ
อุปการะมาก่อน. บทว่า เทยฺเยสุ ได้แก่ ผู้ทำอุปการะมาแล้ว. บทว่า
นปฺปเวจฺฉติ แปลว่า ไม่ให้เข้าไป คือ ไม่ให้. บทว่า อาปาสุ
แปลว่า ในคราวมีอันตราย. บทว่า พฺยสนํ ได้แก่ ความทุกข์
บทว่า สญฺโญคสมฺโภควิเสสทสฺสนํ ความว่า การแสดงความวิเศษ
คือการแสดงคุณของการเกี่ยวพันกันและการกินอยู่ร่วมกัน ที่มิตร
กระทำไว้ทั้งหมดนี้ที่ว่า ผู้นี้กระทำดีแก่เราแล้ว ย่อมพินาศ คือ
ฉิบหายไป ในชนผู้ชื่อว่าอนารยชน เพราะเป็นผู้มีธรรมไม่หมดจด
ชื่อว่าผู้โอ้อวด เพราะความเป็นคนหลอกลวง. บทว่า อริเยสุ ได้แก่
ชื่อว่าผู้ประเสริฐ คือ ผู้บริสุทธิ์ เพราะรู้คุณที่เขาทำไว้แก่ตน. บทว่า
อญฺชเสสุ ได้แก่ ชื่อว่าผู้ซื่อตรง คือผู้ไม่คดโกง เพราะเหตุนั้น
นั่นเอง. บทว่า อณุมฺปิ แปลว่า แม้มีประมาณน้อย. บทว่า ตาทิสุ
ความว่า สิ่งที่กระทำในบุคคลผู้ประเสริฐ ผู้ซื่ออาทิผิด อักขระตรง เช่นนั้น แม้จะ
 
๕๘/๕๐๙/๓๙๐

วันจันทร์, มีนาคม 09, 2569

Wiphatti

 
พุทธเจ้า ผู้ไม่มีสิ่งใดจะย่ำยีได้ มีพระรัศมีแผ่ซ่านจาก
พระกาย ไม่มีผู้จะเปรียบปาน ผู้คงที่ ดูก่อนมหาบพิตร
พระองค์เป็นพระบิดาของพระพุทธเจ้า ผู้เป็นพระบิดาแห่ง
อาตมภาพ ดูก่อนมหาบพิตร พระองค์เป็นพระอัยกา
ของอาตมภาพโดยธรรม.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า องฺคาริโน ได้แก่ถ่านเพลิง ซึ่งแปลว่า
ดุจถ่านเพลิง, ชื่อว่า องฺคาริโน เพราะอรรถว่า หมู่ไม้ทั้งหลายเหล่านั้น
มีดอกและใบ มีสีดังแก้วประพาฬแดง, อธิบายว่า ดุจฝนถ่านเพลิง เกลื่อน
กล่นด้วยตุ่มดอกไม้โกสุมสีแดงเข้ม.
บทว่า อิทานิ แปลว่า ในกาลนี้.
บทว่า ทุมา แปลว่า ต้นไม้ทั้งหลาย.
บทว่า ภทนฺเต ได้แก่ ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ขอความเจริญจงมีแก่ท่าน
เพราะเหตุนั้น ท่านผู้ประกอบด้วยคุณวิเศษ เขาจึงเรียกว่า ภทนฺเต
เพราะทำการลบ ท อักษรเสียอักษรหนึ่ง, แต่พระศาสดาเป็นผู้เลิศกว่าผู้
ประกอบด้วยคุณวิเศษทั้งหลาย. เพราะฉะนั้น คำว่า ภทนฺเต จึงเป็นคำ
ร้องเรียกสำหรับพระศาสดา. ก็คำว่า ภทนฺเต นี้ เป็นคำปฐมาวิภัตติอาทิผิด อักขระ มี
ที่สุดอักษรเป็น เอ ดุจในประโยค เป็นต้นว่า ถ้าทำกรรมดีบ้าง กรรม
ชั่วบ้าง ก็ได้รับความสุขบ้าง ทุกข์บ้าง ดังนี้. แต่ในที่นี้ บัณฑิตพึงเห็นว่า
ภทนฺเต ลงในอรรถว่า การตรัสรู้ชอบ. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า
ภทนฺเต เป็นอาลปนะ อาจารย์บางพวกกล่าวว่า ภทนฺต ศัพท์เดียวที่มี
ในระหว่างบท มีความหมายเสมอกับ ภทฺท ศัพท์.
 
๕๒/๓๗๐/๓๒๘

วันอาทิตย์, มีนาคม 08, 2569

Bop Cham

 
ขาดสูญ” ดังนี้แล้ว ทุบด้วยอวัยวะทั้งหลายมีศอกและเข่าเป็นต้นให้
บอบช้ำอาทิผิด อักขระแล้ว. หญิงหมันนั้นตายเพราะความเจ็บนั้นแล แล้วได้เกิดเป็น
แม่ไก่ในเรือนนั้นเหมือนกัน.

ผลัดกันสังหารคนละชาติด้วยอำนาจผูกเวร
จำเนียรกาลไม่นาน แม่ไก่ได้ตกฟองหลายฟอง. แม่แมวมากิน
ฟองไก่เหล่านั้นเสีย. ถึงครั้งที่ ๒ ครั้งที่ ๓ มันก็ได้กินเสียเหมือนกัน.
แม่ไก่ทำความปรารถนาว่า “มันกินฟองของเราถึง ๓ ครั้งแล้ว เดี๋ยวนี้
มันก็อยากกินตัวเราด้วย. เดี๋ยวนี้ เราจุติจากอัตภาพนี้แล้ว พึงได้กินมัน
กับลูกของมัน” ดังนี้แล้ว จุติจากอัตภาพนั้น ได้เกิดเป็นแม่เสือเหลือง.
ฝ่ายแม่แมว ได้เกิดเป็นแม่เนื้อ. ในเวลาแต่เนื้อนั้นคลอดลูกแล้ว ๆ
แม่เสือเหลือง ก็ได้มากินลูกทั้งหลายเสียถึง ๓ ครั้ง. เมื่อเวลาจะตาย
แม่เนื้อทำความปรารถนาว่า “พวกลูกของเรา แม่เสือเหลืองตัวนี้กินเสีย
ถึง ๓ ครั้งแล้ว เดี๋ยวนี้มันจักกินตัวเราด้วย. เดี๋ยวนี้เราจุติจากอัตภาพนี้
แล้ว พึงได้กินมันกับลูกของมันเถิด” ดังนี้แล้ว ได้ตายไปเกิดเป็น
นางยักษิณี. ฝ่ายแม่เสือเหลือง จุติจากอัตภาพนั้นแล้วได้เกิดเป็นกุลธิดา¹
ในเมืองสาวัตถี. นางถึงความเจริญแล้ว ได้ไปสู่ตระกูลสามีในบ้านริม
ประตู [เมือง]. ในกาลต่อมา นางได้คลอดบุตรคนหนึ่ง. นางยักษิณี
จำแลงตัวเป็นหญิงสหายที่รักของเขามาแล้ว ถามว่า “หญิงสหายของฉัน
อยู่ที่ไหน ?” พวกชาวบ้านได้บอกว่า "เขาคลอดบุตรอยู่ภายในห้อง."
นางยักษิณีฟังคำนั้น แสร้งพูดว่า “หญิงสหายของฉันคลอดลูกเป็นชาย
หรือหญิงหนอ. ฉันจักดูเด็กนั้น” ดังนี้แล้วเข้าไปทำเป็นแลดูอยู่ จับ

¹หญิงสาวของตระกูล หญิงสาวในตระกูล หรือหญิงสาวมีอาทิผิด สระตระกูล.
 
๔๐/๑๑/๗๑

วันเสาร์, มีนาคม 07, 2569

Sabiang

 
พระยาคชสารของพระองค์มาได้อย่างไรเล่า. กราบทูลว่า ขอเดชะ ข้าแต่
มหาราชเจ้ามิได้มีการรบพุ่งกับพระราชานั้นเลย พระเจ้าข้า. พระราชา
พระองค์นั้นมีพระอัธยาศัยในการบริจาค ทรงยินดีในทาน เมื่อมีผู้ทูลขอ
แล้ว แม้พระเศียรที่ตกแต่งแล้วก็ตัดให้ได้ แม้พระเนตรที่มีประสาทบริบูรณ์
ก็ทรงควักให้ได้ แม้ราชสมบัติทั้งสิ้นก็ทรงมอบให้ได้ ไม่ต้องพูดถึงพระยา
คชสารเลย เมื่อทูลขอแล้วจักพระราชทานเป็นแน่แท้ พระเจ้าข้า ตรัสถาม
ว่า ก็ใครจะเป็นผู้สามารถทูลขอได้เล่า. กราบทูลว่า ขอเดชะข้าแต่มหาราช
พราหมณ์ พระเจ้าข้า. พระราชารับสั่งให้เรียกพราหมณ์ ๘ คนเข้าเฝ้า
ทำสักการะสัมมานะแล้ว ทรงให้เสบียงอาทิผิด อักขระส่งไปเพื่อขอพระยาคชสาร.
พราหมณ์เหล่านั้นรีบไปคืนเดียว บริโภคอาหารที่โรงทานใกล้ประตูพระนคร
อยู่ชั่วเวลาเล็กน้อยครั้นอิ่มหนำสำราญแล้วก็ยืนอยู่ที่ประตูด้านตะวันออกรอ
เวลาพระราชาเสด็จมายังโรงทาน.
แม้พระโพธิสัตว์ก็ทรงสรงสนานแต่เช้าตรู่ ทรงประดับด้วยเครื่อง
สรรพาลังการเสร็จขึ้นคอพระยาคชสารตัวประเสริฐที่ตกแต่งแล้ว เสด็จไป
ยังโรงทานด้วยราชานุภาพอันใหญ่หลวง เสด็จลงพระราชทานแก่ชน
๗ - ๘ คน ด้วยพระหัตถ์ของพระองค์แล้วตรัสว่า พวกท่านจงให้ทำนอง
นี้แหละ เสด็จขึ้นสู่พระยาคชสารแล้วเสด็จไปทางประตูด้านทิศใต้. พวก
พราหมณ์ไม่ได้โอกาสเพราะทางทิศตะวันออกจัดอารักขาเข้มแข็งมาก จึงไป
ประตูด้านทิศใต้ คอยดูพระราชาเสด็จมายืนอยู่ในที่เนินไม่ไกลจากประตู
 
๗๔/๓/๗๓

วันศุกร์, มีนาคม 06, 2569

Mikha

 
พระโพธิสัตว์เมื่อแสดงความที่เนื้อหลานชายเรียนมารยาของเนื้อดีแล้ว
จึงปลอบโยนเนื้อผู้น้องสาวให้เบาใจ ด้วยประการอย่างนี้ ลูกเนื้อแม้นั้นติด
บ่วง ไม่ดิ้นรนเลย นอนเหยียดเท้าทั้ง ๔ ไปทางด้านข้างที่ผาสุกมาก ณ ที่พื้น
ดิน เอากีบทั้งหลายนั่นแหละคุ้ยในที่ที่ใกล้ ๆ เท้าทั้ง ๔ ทำดินร่วนและหญ้าให้
กระจุยขึ้น ปล่อยอุจจาระปัสสาวะออกมาทำให้หัวตกลิ้นห้อย กระทำสรีระให้
เปรอะเปื้อนด้วยน้ำลาย ทำให้ตัวพองขึ้นด้วยการอั้นลม ทำนัยน์ตาทั้งสองให้
เหลือก ทำลมให้เดินทางช่องนาสิกล่าง กลั้นลมทางช่องนาสิกบน ทำหัวให้
แข็ง แสดงอาการของเนื้อที่ตายแล้ว ฝ่ายแมลงวันหัวเขียวก็ตอมเนื้อนั้น
กาทั้งหลายพากันแอบอยู่ในที่นั้น ๆ นายพรานมาเอามือดีดท้องคิดว่า เนื้อจัก
ติดบ่วงแต่เช้าตรู่นัก จึงเกิดจะเน่า (ขึ้นมา) จึงแก้เชือกที่ผูกเนื้อนั้นออก คิด
ว่า บัดนี้ เราจักแล่เนื้อนั้นในที่นี้แหละ เอาแต่เนื้อไป เป็นผู้ไม่สงสัย เริ่ม
เก็บเอากิ่งไม้และใบไม้. ฝ่ายลูกเนื้อลุกขึ้นยืนด้วยเท้าทั้ง ๔ สลัดกายเหยียด
คอ แล้วได้ไปยังสำนักของมารดาโดยเร็ว ประดุจเมฆฝนถูกลมพายุใหญ่พัด
ขาดไปฉะนั้น.
ฝ่ายพระบรมศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ราหุลเป็นผู้ใคร่ต่อ
การศึกษาในบัดนี้เท่านั้น ก็หามิได้ แม้ในกาลก่อนก็เป็นผู้ใคร่ต่อการศึกษา
เหมือนกัน ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้ มาสืบต่ออนุสนธิแล้ว จึงทรง
ประชุมชาดกว่า ลูกเนื้อผู้เป็นหลานในครั้งนั้น ได้เป็นราหุลในบัดนี้
ฝ่ายมารดาในครั้งนั้น ได้เป็นนางอุบลวรรณาในบัดนี้ ส่วนเนื้อ
ผู้เป็นลุงในครั้งนั้น ได้เป็นเราแล.
จบติปัลลัตถมิคอาทิผิด อักขระชาดกที่ ๖
 
๕๕/๑๖/๒๖๔

วันพฤหัสบดี, มีนาคม 05, 2569

Norachon

 
ทั้งปวงอย่างใดอย่างหนึ่งบรรดาการละเหตุแห่งทุกข์เป็นต้น ย่อมกล่าว
ความบริสุทธิ์ด้วยทัศนะอื่น พระพุทธเจ้าเป็นต้นทรงก้าวล่วงเดียรถีย์
เหล่านั้น ย่อมกล่าวความบริสุทธิ์ด้วยทัศนะอื่นนั่นแล.
พึงทราบการเชื่อมและความแห่งคาถาว่า ปสฺสํ นโร นรชนเมื่อ
เห็นดังนี้เป็นต้น. มีอะไรที่จะกล่าวยิ่งกว่านี้อีก มีดังต่อไปนี้. นรชนใด
ได้เห็นด้วยปรจิตตญาณเป็นต้น นรชนนั้นเมื่อเห็นก็ย่อมเห็นนามรูปไม่อื่น
ไปจากนั้น หรือเห็นแล้วก็รู้จักนามรูปเหล่านั้นเท่านั้น โดยความเป็นของ
เที่ยงหรือโดยความเป็นสุข ไม่เห็นเป็นอย่างอื่น นรชนเมื่อเห็นอย่างนี้
เห็นนามรูปมากบ้าง น้อยบ้าง โดยความเป็นของเที่ยง และโดยเป็นสุข
โดยแท้ ถึงอย่างนั้นผู้ฉลาดทั้งหลาย ย่อมไม่กล่าวความหมดจดด้วยความ
เห็นนามรูปนั้นเลย.
พึงทราบการเชื่อมและความแห่งคาถาว่า นิวิสฺสวาที นรชนผู้กล่าว
ด้วยความถือมั่นดังนี้เป็นต้นต่อไป. แม้เมื่อความบริสุทธิ์ไม่มีด้วยความ
เห็นนั้น นรชนใดกล่าวด้วยความถือมั่นอย่างนี้ว่า เรารู้เราเห็น ความ
บริสุทธิ์นั้นเป็นจริง หรืออาศัยความเห็นนั้น ถือความบริสุทธิ์ด้วยทิฏฐิ
กล่าวด้วยความถือมั่นอย่างนี้ว่า นี้เท่านั้นจริง นรชนนั้นเป็นผู้อันใคร ๆ
ไม่พึงแนะนำให้ดีได้ เป็นผู้เชิดทิฏฐิที่กำหนดปรุงแต่งแล้วไว้ในเบื้องหน้า
นรชนอาทิผิด อาณัติกะนั้นอาศัยวัตถุใดมีศาสดาเป็นต้น ก็กล่าววัตถุนั้นว่างามในเพราะ
ทิฏฐินั้น สำคัญตนว่า เราเป็นผู้มีวาทะหมดจด มีวาทะบริสุทธิ์ดังนี้ ได้
เห็นว่าแท้ในทิฏฐินั้น คือได้เห็นความไม่วิปริตในทิฏฐิของตนนั้น. อธิบาย
ว่า ทิฏฐินั้นเป็นไปอย่างใด ได้เห็นทิฏฐินั้นเป็นไปอย่างนั้น ไม่ปรารถนา
จะเห็นโดยประการอื่น.
 
๖๖/๖๙๙/๒๗๓

วันพุธ, มีนาคม 04, 2569

Mai

 
ปัจจุปันนาตีต โอกาสวาระ ปัจจนิก¹
จักขุนทริยมูละ โสตินทริยมูลี:-
จักขุนทรีย์ไม่ใช่กำลังเกิดในภูมิใด, โสตินทรีย์ไม่ใช่เคยเกิด
ในภูมินั้น ใช่ไหมอาทิผิด อาณัติกะ ? ฯลฯ
ปัจจุปันนาตีต โอกาสวาระ ปัจจนิก จบ
¹เพิ่มเติมตามฉบับพม่า เพื่อให้สมบูรณ์
 
๘๔/๑๐๗๖/๗๓๕

วันอังคาร, มีนาคม 03, 2569

Lueang

 
พัทธจักร
[๓๒๙] ภิกษุจงใจว่า จักปล่อยสุกกะสีเหลือง พยายาม สุกกะ
สีแดง เคลื่อน ต้องอาบัติสังฆาทิเสส
ภิกษุจงใจว่า จักปล่อยสุกกะสีเหลือง พยายาม สุกกะสีขาว เคลื่อน
ต้องอาบัติสังฆาทิเสส
ภิกษุจงใจว่า จักปล่อยสุกกะสีเหลือง พยายาม สุกกะสีเหมือน
เปรียง เคลื่อน ต้องอาบัติสังฆาทิเสส
ภิกษุจงใจว่า จักปล่อยสุกกะสีเหลือง พยายาม สุกกะสีเหมือน
น้ำท่า เคลื่อน ต้องอาบัติสังฆาทิเสส
ภิกษุจงใจว่า จักปล่อยสุกกะสีเหลืองอาทิผิด พยายาม สุกกะสีเหมือน
น้ำมัน เคลื่อน ต้องอาบัติสังฆาทิเสส
ภิกษุจงใจว่า จักปล่อยสุกกะสีเหลือง พยายาม สุกกะสีเหมือน
นมสด เคลื่อน ต้องอาบัติสังฆาทิเสส
ภิกษุจงใจว่า จักปล่อยสุกกะสีเหลือง พยายาม สุกกะสีเหมือน
นมส้ม เคลื่อน ต้องอาบัติสังฆาทิเสส
ภิกษุจงใจว่า จักปล่อยสุกกะสีเหลือง พยายาม สุกกะสีเหมือน
เนยใส เคลื่อน ต้องอาบัติสังฆาทิเสส
ภิกษุจงใจว่า จักปล่อยสุกกะสีเหลือง พยายาม สุกกะสีเขียวเคลื่อน
ต้องอาบัติสังฆาทิเสส.
พัทธจักร จบ
 
๓/๓๒๙/๕๓

วันจันทร์, มีนาคม 02, 2569

Apathan

 
¹๔. เถรีอปทานอาทิผิด สระ

สุเมธาวรรคที่ ๑

สุเมธาเถรีอปทานที่ ๑ (๑)

ผลของการถวายวิหาร

ลำดับนี้จงสดับอปทานของพระเถรีต่อไป
[๑๔๑] เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนาม
ว่า โกนาคมนะ ประทับอยู่ที่สังฆาราม เราซึ่ง
เป็นหญิงสหายกัน ๓ คน ได้ถวายวิหารทาน
เราทั้ง ๓ คนเกิดในเทวโลก ๑๐ ครั้ง
๑๐๐ ครั้ง ๑,๐๐๐ ครั้ง ในมนุษยโลกไม่จำต้อง
พูดถึง
ในเทวโลกเราเป็นผู้มีฤทธิ์มาก ใน
มนุษย์ก็ไม่จำต้องพูดถึง ดิฉันเป็นนางแก้ว พระ-
มเหสี ของพระเจ้าจักรพรรดิ
ดิฉันสร้างสมกุศลไว้ในชาตินั้น ชน ๓
คนคือ นางธนัญชานี นางเขมาและดิฉันมีสกุล
และบุตรอันสำเร็จดีแล้ว ได้สร้างพระอารามอย่างสวยงาม
เสร็จแล้ว มอบถวายแด่สงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็น
ประมุขเป็นผู้เบิกบานใจเพราะกรรมนั้นส่งผล ใน

¹บาลี ๓๓ ในเสรีอปทานไม่มีอรรถกถาอธิบาย
 
๗๒/๑๔๑/๕๐๕

วันอาทิตย์, มีนาคม 01, 2569

Ngueam

 
เปื้อนท่านผู้บริสุทธิ์ ผู้ไม่ขวนขวายกระทำ
บาปกรรม.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปาปสฺส กมฺมุโน ความว่า
ถ้าใจของท่านไม่น้อมไปเพื่อประโยชน์แก่บาปกรรม คือไม่โน้มน้อม
เงื้อมอาทิผิด อาณัติกะไปในการกระทำบาป. บทว่า อปาวฏสฺส ความว่า เมื่อเป็น
เช่นนั้น บาปย่อมไม่แปดเปื้อน คือไม่ติดท่านผู้ไม่ขวนขวาย คือ
ไม่ถึงการขวนขวายเพื่อต้องการทำบาปกรรม เป็นผู้บริสุทธิ์ทีเดียว.
นกกระทาอาทิผิด สระได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๓ ว่า :-
นกกระทาเป็นอันมากพากันมาด้วย
คิดว่าญาติของเราจับอยู่ นายพรานนกได้
กระทำกรรม คือปาณาติบาต เพราะอาศัย
ข้าพเจ้า ใจของข้าพเจ้ารังเกียจอยู่ในเรื่องนั้น.
คำที่เป็นคาถานั้น มีอธิบายว่า ท่านผู้เจริญ ถ้าข้าพเจ้าไม่
ทำเสียง นกกระทานี้จะไม่มา แต่เมื่อข้าพเจ้ากระทำเสียง นกกระทาอาทิผิด สระ
จำนวนมากนี้มา ด้วยคิดว่า ญาติของพวกเราจับอยู่ นายพรานจับ
นกกระทาอาทิผิด สระตัวที่มานั้นฆ่าอยู่ ชื่อว่าย่อมถูกต้อง คือได้ประสบกรรมคือ
ปาณาติบาตนี้ เพราะอาศัยข้าพเจ้า เพราะฉะนั้น ใจของข้าพเจ้าจึง
รังเกียจคือถึงความรังเกียจอย่างนี้ว่า นายพรานกระทำบาป เพราะ
อาศัยเรา บาปนี้จะมีแก่เราไหมหนอ.
 
๕๘/๕๗๗/๕๑๐

คลังบทความของบล็อก