วันพฤหัสบดี, กุมภาพันธ์ 05, 2569

Anitcha

 
ธรรมดา เวทนา ๓ เป็นไฉน เวทนา ๓ คือ สุขเวทนา ทุกขเวทนา
อทุกขมสุขเวทนา ดูก่อนภิกษุทั้งหลายเวทนา ๓ นี้แล ไม่เที่ยง อันปัจจัย
ปรุงแต่ง อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น มีความสิ้นไป เสื่อมไป คลายไป ดับไป
เป็นธรรมดา.
จบ อนิจจอาทิผิด อักขระสูตรที่ ๙
อรรถกถาอนิจจสูตรที่ ๙
สูตรที่ ๙ ง่ายทั้งนั้น
จบ อรรถกถาอนิจจสูตรที่ ๙

๑๐. ผัสสมูลกสูตร

ว่าด้วยเวทนา ๓ เกิดแต่ผัสสะและมีผัสสะเป็นมูล

[๓๘๙] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เวทนา ๓ นี้ เกิดแต่ผัสสะ มีผัสสะ
เป็นมูล มีผัสสะเป็นเหตุ มีผัสสะเป็นปัจจัย เวทนา ๓ เป็นไฉน เวทนา ๓
คือ สุขเวทนา ทุกขเวทนา อทุกขมสุขเวทนา ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
สุขเวทนาเกิดขึ้นเพราะอาศัยผัสสะอันเป็นปัจจัยแห่งสุขเวทนา ความเสวย
อารมณ์ที่เกิดแต่ผัสสะนั้น ชื่อว่าสุขเวทนา เกิดขึ้นเพราะอาศัยผัสสะอัน
เป็นที่ตั้งแห่งสุขเวทนานั้น ย่อมดับไป สงบไป เพราะผัสสะอันเป็นที่ตั้ง
แห่งสุขเวทนานั้นแลดับไป ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทุกขเวทนาย่อมเกิดขึ้น
เพราะอาศัยผัสสะอันเป็นที่ตั้งแห่งทุกขเวทนา ความเสวยอารมณ์ อันเกิด
แต่ผัสสะนั้น ชื่อว่าทุกขเวทนา เกิดขึ้นเพราะอาศัยผัสสะอันเป็นที่ตั้งแห่ง
 
๒๙/๓๘๙/๒๓

วันพุธ, กุมภาพันธ์ 04, 2569

Tam

 
มหาทุคตะได้ถวายทานแด่พระพุทธเจ้า
ก็วันนั้น พระศาสดาทรงตรวจดูสัตวโลก ในเวลาใกล้รุ่ง ทรง
เห็นมหาทุคตะ เข้าไปในภายในข่ายคือพระญาณของพระองค์ ทรงรำพึง
ว่า “ จักมีเหตุอะไรหนอ ?” ทรงดำริว่า “ มหาทุคตะ คิดว่า จักเลี้ยง
ภิกษุรูปหนึ่ง, จึงได้ทำงานจ้างกับภรรยาแล้วในวันวาน, เขาจักได้ภิกษุ
รูปไหนหนอ ?” จึงทรงใคร่ครวญว่า “ คนทั้งหลาย จักพาภิกษุไปตามอาทิผิด อักขระ
ชื่อที่จดไว้ในบัญชีแล้ว ให้นั่งในเรือนของตน ๆ. มหาทุคตะเว้นเรา
เสียแล้ว จักไม่ได้ภิกษุอื่น.”
ได้ยินว่า พระพุทธเจ้าทั้งหลาย ย่อมทรงทำความอนุเคราะห์ใน
พวกคนเข็ญใจ. เพราะฉะนั้น พระศาสดาทรงทำสรีรกิจแต่เช้าตรู่แล้ว
เสด็จเข้าสู่พระคันธกุฎี ประทับนั่ง ด้วยทรงดำริว่า “จักสงเคราะห์มหา-
ทุคตะ.” แม้เมื่อมหาทุคตะ กำลังถือปลาเข้าไปสู่เรือน, บัณฑุกัมพล-
ศิลาอาสน์ของท้าวสักกะ แสดงอาการร้อน. ท้าวเธอทรงพิจารณาว่า
“ เหตุอะไรกันหนอ ?” ทรงดำริว่า “วานนี้ มหาทุคตะได้ทำงานจ้าง
กับภรรยาของตน ด้วยจงใจว่า ‘จักถวายภิกษาแก่ภิกษุสัก ๑ รูป’ เขา
จักได้ภิกษุรูปไหนหนอ ?” ทรงทราบว่า “ภิกษุอื่นไม่มีสำหรับเขา, แต่
พระศาสดา ประทับนั่งในพระคันกุฎีนั่นเอง ด้วยตั้งพระทัยว่า ‘จัก
สงเคราะห์มหาทุคตะ,’ มหาทุคตะ พึงถวายข้าวต้มข้าวสวย และมีผัก
เป็นกับ อย่างที่ตัวบริโภคเองแด่พระตถาคต. ถ้ากระไร เราควรไปยัง
เรือนของมหาทุคตะ ทำหน้าที่เป็นพ่อครัว” ดังนี้แล้ว จึงทรงจำแลง
เพศมิให้ใครรู้จัก เสด็จไปที่ใกล้เรือนของมหาทุคตะนั้นแล้ว ตรัสถาม
ว่า “ใคร ๆ มีงานจ้างอะไรบ้างหรือ ?” มหาทุคตะเห็นท้าวสักกะแล้ว
 
๔๑/๑๖/๓๒๔

วันอังคาร, กุมภาพันธ์ 03, 2569

Sawettachat

 
ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ทรงมองดูพระมารดา ทรงดำริว่า เมื่อเรา
ไม่พูด พระมารดาจักเศร้าโศกสุดกำลัง แม้อยากจะพูดแต่ก็อดกลั้นไว้ด้วย
พระดำริว่า หากเราจักพูด ความพยายามที่เราทำมาตลอด ๑๖ ปี ก็จะเป็น
โมฆะ. แต่เมื่อเราไม่พูด จักเป็นปัจจัยแก่ตัวเราและแก่พระมารดาพระบิดา.
สารถีคิดว่า เราจักนำพระมหาสัตว์ขึ้นรถ แล้วจักแล่นรถไป มุ่งไปทางประตู
ทิศตะวันตก แต่กลับแล่นมุ่งไปทิศตะวันออก. รถออกจากพระนครด้วย
อานุภาพของเทวดา แล่นไปยังที่ประมาณ ๓ โยชน์. พระมหาสัตว์ทรง
ยินดีเป็นที่ยิ่ง. แนวป่า ณ ที่นั้น ได้ปรากฏแก่สารถี ดุจป่าช้าผีดิบ. สารถี
คิดว่า ที่นี้ดีแล้ว จึงหยุดรถจอดไว้ข้างทาง แล้วลงจากรถ เปลื้องเครื่อง
ประดับของพระมหาสัตว์ออกห่อวางไว้ ถือเอาจอบ เริ่มขุดหลุมไม่ไกลนัก.
ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
ราชบุรุษทั้งหลายอาบน้ำให้เรา ไล้ทา
ด้วยของหอม สวมราชมงกุฎราชาภิเษกแล้ว
มีฉัตรที่บุคคลถือไว้ให้ทำประทักษิณพระนคร
ดำรงเศวตฉัตรอาทิผิด อักขระอยู่ ๗ วัน พอดวงอาทิตย์ขึ้น
สารถีอุ้มเราขึ้นรถเข้าป่า สารถีหยุดรถไว้ ณ
โอกาสหนึ่ง ปล่อยรถเทียมม้าพอพ้นมือ ก็
ขุดหลุมเพื่อจะฝังเราเสีย ในแผ่นดิน.
 
๗๔/๒๖/๔๕๕

วันจันทร์, กุมภาพันธ์ 02, 2569

Parawathi

 
อาจารย์เหล่านั้น อันปรวาทีอาทิผิด อาณัติกะพึงกล่าวแก้ว่า แม้อาบัติทุกกฏก็ไม่พึงมี
ตามมติของพวกท่าน ด้วยว่า บรรดาเกลือและอามิสที่ไม่เค็มนี้ เกลือซึ่งเป็น
ยาวชีวิก หาได้รับประเคนในวันนั้นไม่ อามิสที่ไม่เค็มซึ่งเป็นยาวกาลิกเท่านั้น
รับประเคนในวันนั้น และอามิสนั้นภิกษุหาได้บริโภคในเวลาวิกาลไม่ หรือ
หากว่า พวกท่านสำคัญอาบัติทุกกฏ เพราะพระบาลีว่า วิกาเล น กปฺปติ
ดังนี้ ไซร้ แม้อาบัติปาจิตตีย์ เพราะในวิกาลโภชน์ จะไม่พึงมี แก่ภิกษุผู้
บริโภคยาวกาลิกซึ่งปนกับยาวชีวิก ในเวลาวิกาล. เพราะเหตุนั้น ท่านไม่พึง
ฉวยเอาแต่เพียงพยัญชนะ พึงพิจารณาดูใจความ
ในคำว่า วิกาเล กปฺปติ นี้ มีเนื้อความดังนี้ :-
ยาวชีวิกกับยาวกาลิก ที่รับประเคนในวันนั้น ถ้าว่า เป็นของมีรส
เจือกันได้ ย่อมเป็นของมีคติอย่างยาวกาลิกแท้. เพราะเหตุนั้นทุกกฏชื่อว่าไม่มี
ในคำว่า กาเล กปฺปติ วิกาเล น กปฺปติ นี้ เพราะสิกขาบทนี้ว่า
โย ปน ภิกฺขุ วิกาเล ขาทนียํ วา โภชนียํ วา ดังนี้เป็นอาทิ แต่
ย่อมมีในเพราะยาวชีวิก มีรสเจือปนกับยาวกาลิกนี้ด้วยสักว่า คำว่า น กปฺปติ.
ยาวชีวิกที่รับประเคนในวันนั้น มีรสเจือปนยาวกาลิก ไม่ควรในวิกาล
คือ เป็นกาลิกที่นำมาซึ่งปาจิตตีย์ เพราะวิกาลโภชน์ฉันใดเลย ยาวชีวิกแม้ที่
รับประเคนในวันนี้ มีรสเจือปนกับยาวกาลิกในวันอื่นอีก ไม่ควร คือ เป็น
กาลิกนำมาซึ่งปาจิตตีย์เพราะฉันของเป็นสันนิธิ ข้อนี้ก็ฉันนั้น. ภิกษุแม้ไม่รู้อยู่
ซึ่งกาลิกนั้นว่า นี้เป็นของที่ทำการสะสม ย่อมไม่พ้น (จากอาบัติ).
จริงอยู่ คำนี้อันพระธรรมสังคาหกาจารย์กล่าวแล้วว่า ภิกษุมีความ
สำคัญในของเคี้ยวของฉันที่รับประเคนไว้ค้างคืน ว่านี้ได้รับประเคนไว้ค้างคืน
เคี้ยวของเคี้ยวก็ดี ฉันของฉันก็ดี ต้องอาบัติปาจิตตีย์ เพราะเหตุนั้น คำตอบ
 
๙/๖๖๔/๕๖๒

วันอาทิตย์, กุมภาพันธ์ 01, 2569

Khom Heng

 
ไว้ว่า ‘ผู้โน้นได้ด่าเรา ผู้โน้นได้ตีอาทิผิด สระเรา ผู้โน้นได้ชนะ
เรา ผู้โน้นได้ลักสิ่งของของเราแล้ว’ เวรของชนเหล่า
นั้นย่อมระงับได้.”

แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อกฺโกจฺฉิ คือ ด่าแล้ว. บทว่า
อวธิ คือ ประหารแล้ว . บทว่า อชินิ คือ ได้ชนะเราด้วยการอ้าง
พยานโกงบ้าง ด้วยการกล่าวโต้ตอบถ้อยคำบ้าง ด้วยการทำให้ยิ่งกว่าการ
ทำบ้าง.
บทว่า อหาสิ คือ ผู้โน้นได้ลักของคือบรรดาวัตถุทั้งหลายมีผ้า
เป็นต้น สิ่งใดสิ่งหนึ่งของเรา.
สองบทว่า เย จ ตํ เป็นต้น ความว่า ชนเหล่าใดเหล่าหนึ่ง
คือ เทพดาหรือมนุษย์ คฤหัสถ์หรือบรรพชิต เข้าไปผูกความโกรธนั้น
คือมีวัตถุเป็นต้นว่า “คนโน้นได้ด่าเรา” ดุจพวกคนขับเกวียน ขันทูบอาทิผิด สระ
เกวียนด้วยชะเนาะ และดุจพวกประมง พันสิ่งของมีปลาเน่า เป็นต้น
ด้วยวัตถุมีหญ้าคาเป็นต้น บ่อยๆ, เวรของพวกเขาเกิดขึ้นแล้ว คราวเดียว
ย่อมไม่ระงับ คือว่าย่อมไม่สงบลงได้.
บาทพระคาถาว่า เย จ ตํ นูปนยฺหนฺติอาทิผิด ความว่า ชนเหล่าใด
ไม่เข้าไปผูกความโกรธนั้น คือมีคำด่าอาทิผิด เป็นต้นเป็นที่ตั้ง ด้วยอำนาจการ
ไม่ระลึกถึงและการไม่ทำไว้ในใจบ้าง ด้วยอำนาจการพิจารณาเห็นกรรม
อย่างนี้ว่า “ใคร ๆ ผู้หาโทษมิได้ แม้ท่านคงจักด่าแล้วในภพก่อน
คงจักประหารแล้ว (ในภพก่อน ) คงจักเบิกพยานโกงชนะแล้ว (ใน
ภพก่อน) สิ่งของอะไรๆ ของใครๆ ท่านคงจักข่มเหงอาทิผิด สระชิงเอาแล้ว (ใน
 
๔๐/๑๑/๖๖

คลังบทความของบล็อก