วันพฤหัสบดี, มกราคม 29, 2569

Chueam

 
พระนามว่า ปทุมุตตระ. บทว่า มยา ภตฺตํ กาเรตฺวาน เชื่อมอาทิผิด ความว่า
เมื่อเราได้ช่วยกันสร้างพระวิหารแล้ว ได้ช่วยกันบำรุงนิตยภัตรแด่พวกภิกษุ
ประมาณโกฏิรูปผู้จำพรรษาอยู่แล้ว ได้มอบถวายแด่พระมเหสีเจ้า. บทว่า
ชลชุตฺตมนามโก ความว่า ชื่อว่า ชลชะ เพราะเกิดจากน้ำ, อันนั้นคืออะไร,
คือดอกปทุม, อธิบายว่า พระผู้มีพระภาคเจ้ามีพระนามว่า ปทุมุตตระ
เพราะมีนามเสมอกับดอกปทุมและเพราะเป็นผู้สูงสุด. คำที่เหลือในที่
ทั้งปวงมีเนื้อความง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถารัฐปาลเถราปทาน
จบอรรถกถายสวรรคที่ ๕๖
อรรถกถาอปทาน ชื่อว่า วิสุทธชนวิลาสินี เป็นอรรถกถาอปทาน
ของพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระสาวก และพระเถระ
จบบริบูรณ์เพียงเท่านี้แล.

นิคมนกถา

ขอมนุษยโลกทั้งหมดพร้อมทั้งเทวโลก จงทราบถึงอรรถกถาแห่ง
อปทานนี้ ซึ่งบัณฑิตผู้ได้มีความฉลาดทำการอาราธนาโดยเฉพาะตั้ง ๗ เดือน
ผู้แสวงหาโพธิสมภาร ผู้มีสติ ธิติ คติและความพากเพียรบากบั่น ผู้งดงาม
ด้วยคุณมากรอบด้าน ผู้ทรงไว้ซึ่งพระไตรปิฎก ได้นำมาแล้ว เพื่อตัดข่ม
และติชม ตัณหา มานะ และทิฏฐิเป็นต้น ของสัตว์ทั้งปวง มีพระอานันท-
เถระเป็นอาทิ ผู้เป็นประทีปในหมู่เถรวงศ์ ผู้มีคุณเช่นความมักน้อยเป็นต้น
อยู่ในเกาะสิงหลแล.
 
๗๒/๑๘๐/๕๐๒

วันพุธ, มกราคม 28, 2569

Anyepi

 
สัตว์เหล่านั้นมีอัตภาพขนาด ๓ คาวุต มีเล็บยาวเหมือนค้างคาว เอาเล็บเกาะ
ห้อยอยู่ที่เชิงเขาจักรวาล คล้ายค้างคาวเกาะห้อยอยู่ที่ต้นไม้ฉะนั้น เมื่อมือ
เปะปะไปถูกกันและกันเข้า ต่างก็สำคัญว่าเราได้เหยื่อแล้ว ดังนี้ แล่นไล่
หมุนไปรอบ ๆ ก็พลัดตกไปในน้ำรองโลก คล้ายผลมะซางเมื่อถูกลมประหาร
อยู่ก็ขาดตกไปในน้ำ พอตกลงไปถึงก็เปื่อยย่อยไปในน้ำกรด ราวกะ
แป้งตกน้ำละลายไปฉะนั้น . บทว่า อญฺเญปิอาทิผิด อักขระ กิร โภ สนฺติ สตฺตา
ความว่า สัตว์เหล่านั้นเห็นกันในวันนั้น จึงได้รู้ว่า ได้ยินว่า สัตว์เหล่าอื่น
มาเกิดในที่นี้ เพื่อเสวยทุกข์นี้ เหมือนเราทั้งหลายเสวยทุกข์ใหญ่อยู่ฉะนั้น.
แต่แสงสว่างนี้จะสว่างอยู่แม้เพียงดื่มยาคูครั้งอาทิผิด หนึ่งก็หามิได้ สว่างอยู่ชั่วเวลาที่สัตว์
หลับแล้วตื่นขึ้นอารมณ์แจ่มใสฉะนั้น . ส่วนพระทีฆภาณกาจารย์ กล่าวว่า
แสงสว่างนั้น ส่องเพียงพอสัตว์พูดว่านี้อะไร ก็หายไป คล้ายแสงสว่างฟ้าแลบ
ชั่วลัดนิ้วมือเท่านั้น.
จบอรรถกถาปฐมอัจฉริยสูตรที่ ๗
๘. ทุติยอัจฉริยสูตร
ว่าด้วยความอัศจรรย์ ๔ ในพระตถาคตเจ้า
[๑๒๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความอัศจรรย์ไม่เคยมี ๔ ประการ
ย่อมปรากฏ เพราะความปรากฏแห่งพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ๔
ประการเป็นไฉน ? ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย หมู่สัตว์ผู้มีอาลัย (คือกามคุณ)
เป็นที่รื่นรมย์ ยินดีในอาลัย บันเทิงในอาลัย เมื่อพระตถาคตแสดงธรรมอัน
หาความอาลัยมิได้อยู่ หมู่สัตว์นั้นย่อมฟังด้วยดี เงี่ยโสตสดับ ตั้งจิตเพื่อรู้ทั่วถึง
 
๓๕/๑๒๗/๓๓๙

วันอังคาร, มกราคม 27, 2569

Fi Mue

 
ข้อว่า ทฺวินฺนํ มหานิรยานํ อนุตริกาย อาคจฺฉติ ความว่า
ได้ยินว่า มหาเปตโลกผ่านเมืองราชคฤห์มา, แม่น้ำตโปทานี้มาจากระหว่าง
มหาโลหกุมภีนรก ๒ ขุมในมหาเปตโลกนั้น ; ฉะนั้น จึงเดือดพล่านไหลไปอยู่.
[เรื่องการรบ]
ในเรื่องการรบ พึงทราบวินิจฉัยดังนี้ :- ข้อว่า นนฺทิ จรติ ได้แก่
ตีกลองพิชัยเภรีเที่ยวประกาศไป.
ข้อว่า ราชา อาวุโส ลิจฺฉวีหิ ความว่า ได้ยินว่า พระเถระนั่ง
ในที่พักกลางวันและที่พักกลางคืนของตนเห็นพวกเจ้าลิจฉวีผู้มีฝีมืออาทิผิด อักขระชำนาญ
ยิงได้แม่นยำ เมื่อคำนึงว่า ก็พระราชาทรงก่อสงครามกับพวกเจ้าลิจฉวีเหล่านั้น
ได้เห็นพระราชาอาทิผิด อักขระทรงปราชัย หนีไปอยู่ ด้วยทิพยจักษุ. ลำดับนั้น พระเถระ
จึงเรียกภิกษุทั้งหลายมากล่าวว่า ผู้มีอายุทั้งหลาย ! พระราชาผู้เป็นอุปัฏฐาก
ของพวกท่าน ทรงปราชัยพวกเจ้าลิจฉวีแล้ว.
คำว่า สจฺจํ ภิกฺขเว โมคฺคลฺลาโน อาห ความว่า โมคคัลลานะ
เมื่อคำนึงในเวลาพระราชาทรงปราชัย กล่าวสิ่งที่ตนเห็น ชื่อว่ากล่าวจริง.
[เรื่องช้างลงน้ำ]
ในเรื่องช้างลงน้ำ พึงทราบวินิจฉัยดังนี้ :- บทว่า สปฺปินิกาย คือ
แม่น้ำที่มีชื่ออย่างนี้.
บทว่า อเนญฺชํ สมาธึ ได้แก่ จตุตถฌานสมาธิ อันเป็นอเนญชะ
คือ ไม่หวั่นไหว เว้นจากความดิ้นรนทางกายและวาจา.
บทว่า นาคานํ แปลว่า แห่งช้างทั้งหลาย.
ข้อว่า โอคาหํ อุตฺตรนฺตานํ ความว่า ลงน้ำแล้ว ขึ้นอีก. ได้ยินว่า
ช้างเหล่านั้นลงน้ำลึกแล้ว อาบและดื่มในน้ำนั้น เอางวงดูดน้ำแล้วพ่นใส่กัน
และกันจึงขึ้นไป. มีคำอธิบายว่า แห่งช้างเหล่านั้น ตัวลงน้ำแล้วขึ้นอยู่อย่างนี้.
 
๒/๓๐๐/๖๕๙

วันจันทร์, มกราคม 26, 2569

Manithunang

 
เทพบุตรนั้นดีใจ ถูกพระโมคคัลลานะถามแล้ว
ก็พยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผลอย่างนี้ว่า ปูทอง
มีสิบขา ยืนอยู่ที่ประตูคอยเตือนสติให้ระลึก (ถึง
กรรม) ได้สง่างาม เพราะบุญนั้น วรรณะของ
ข้าพเจ้าจึงเป็นเช่นนี้ เพราะบุญนั้น ผลอันนี้จึงสำเร็จ
แก่ข้าพเจ้า และโภคะทุกอย่างที่น่ารักจึงเกิดขึ้นแก่
ข้าพเจ้า เพราะบุญนั้น ข้าพเจ้าจึงมีอานุภาพรุ่งเรือง
อย่างนี้ และรัศมีของข้าพเจ้าจึงสว่างไสวไปทุกทิศ.
จบกักกฏกรสทายกวิมาน
อรรถกถากักกฏกรสทายกวิมาน
กักกฏกรสทายกวิมาน มีคาถาว่า อุจฺจมิทํ มณิถูณํอาทิผิด สระ วิมานํ
เป็นต้น. กักกฏกรสทายกวิมานนั้นเกิดขึ้นอย่างไร ?
พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวัน กรุงราชคฤห์
สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งเริ่มเจริญวิปัสสนา เกิดโรคปวดหูขึ้นมา ไม่อาจ
ที่จะขวนขวายวิปัสสนาได้ เพราะมีร่างกายไม่สบาย แม้ประกอบยาต่าง ๆ
ตามวิธีที่หมอทั้งหลายบอก โรคก็ไม่สงบ ภิกษุนั้นได้กราบทูลความนั้น
แด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบว่า โภชนะ
ที่มีรสปูเป็นสัปปายะแก่เขา จึงตรัสแก่ภิกษุรูปนั้นว่า ภิกษุ เธอจงไปเที่ยว
บิณฑบาตที่นาของชาวมคธ.
 
๔๘/๕๔/๔๖๕

วันอาทิตย์, มกราคม 25, 2569

Satcha

 
อย่าง โดยเป็นสิ่งควรละ โดยเป็นสิ่งไม่ควรละ และโดยเป็นสิ่งควรละ
ก็หามิได้ เป็นสิ่งไม่ควรละก็หามิได้ จากอาทิผิด อักขระทัศนะและภาวนา. เป็น ๔
อย่าง โดยเป็นสิ่งควรกำหนดรู้ ควรละ ควรทำให้แจ้ง และควรทำ
ให้เกิด. ท่านกล่าวว่า
เอวํ อริยสจฺจานํอาทิผิด อักขระ ทุพฺโพธานํ พุโธ วิธึ
อเนกเภทโต ชญฺญา หิตาย จ สุขาย จ.
พระพุทธเจ้าทรงรู้วิธีของอริยสัจอย่างนี้ ที่รู้
ได้ยาก โดยประเภทไม่น้อย เพื่อประโยชน์และ
เพื่อความสุข ดังนี้.
จบ อรรถกถาสัจปกิณกะ
บัดนี้ พระธรรมเสนาบดีชี้แจงสัจจตุกนัยในที่สุดตามลำดับที่
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงแล้วนั้นแล แล้วแสดงสรุปสุตมยญาณด้วย
สัจจตุกนัยมีอาทิว่า ตํ ญาตฏฺเฐน ญาณํ-ชื่อว่าญาณว่าด้วยอรรถว่ารู้
ธรรมนั้น, ครั้นแล้วพระธรรมเสนาบดีแสดงสรุปอริยสัจทั้งหมดที่ท่าน
กล่าวไว้ในครั้งก่อนว่า โสตาวธาเนอาทิผิด อักขระ ปญฺญา สุตมเยญาณํ-ปัญญา
ในการทรงจำธรรมที่ได้สดับมาแล้ว ชื่อว่า สุตมยญาณ ด้วยประการ-
ฉะนี้.
จบ อรรถกถาสุตมยญาณนิทเทส
 
๖๘/๘๕/๕๔๐

วันเสาร์, มกราคม 24, 2569

Thueng

 
ท่านพระมหาโมคคัลลานะกล่าวว่า อาวุโส ผมลงจากคิชฌกูฏบรรพต
เขตพระนครราชคฤห์นี้ ได้เห็นนิจฉวิเปรตชาย ไม่มีผิวหนัง ลอยไปในเวหาส์
ฝูงแร้ง เหยี่ยว และนกตะกรุม พากัน โฉบอยู่ขวักไขว่ จิกสับโดยแรง จิกทึ้งอาทิผิด สระ
ยื้อแย่ง สะบัดซึ่งเปรตนั้นอยู่ไปมา เปรตนั้น ร้องครวญคราง . . .
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย . . . สัตว์นั้นเคยเป็นคนฆ่าแกะอยู่ในพระนครราชคฤห์ นี้เอง. . .
เรื่องอสิโลมเปรต
โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเวฬุวันวิหาร
อันเป็นสถานที่พระราชทานเหยื่อแก่กระแต เขตพระนครราชคฤห์ ครั้งนั้น
ท่านพระลักขณะ กับ ท่านพระมหาโมคคัลลานะ
ท่านพระมหาโมคคัลลานะกล่าวว่า อาวุโส ผมลงจากคิชฌกูฏบรรพต
เขตพระนครราชคฤห์นี้ ได้เห็นอสิโลมเปรตชาย มีขนเป็นดาบ ลอยไปใน
เวหาส์ ดาบเหล่านั้น ของมันหลุดลอยขึ้นไปแล้วตกลงที่กายของมันเอง เปรต
นั้นร้องครวญคราง . . .
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า รับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย. . . สัตว์นั้นเคยเป็นคนฆ่าสุกรอยู่ในพระนครราชคฤห์นี้เอง. . .
เรื่อง สัตติโลมเปรต
โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ พระเวฬุวันวิหาร
อันเป็นสถานที่ พระราชทานเหยื่อแก่กระแต เขตพระนครราชคฤห์ ครั้งนั้น
ท่านพระลักขณะ กับท่านพระมหาโมคคัลลานะ . .
 
๒/๒๙๕/๕๙๒

วันศุกร์, มกราคม 23, 2569

Khap Khaen

 
พ้นจากความตาย ผู้มีความโศก ความร่ำไร ความทุกข์ ความโทมนัส
และความคับแค้นใจเป็นธรรมดา ย่อมพ้นจากความโศก ความร่ำไร
ความทุกข์ ความโทมนัส และความคับแค้นใจ เธอทั้งหลายจงฟัง จงใส่
ใจให้ดี เราจักกล่าว ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว พระ-
ผู้มีอาทิผิด พระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็การล้างที่เป็นของพระอริยะ
ย่อมเป็นไปเพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับ
เพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อตรัสรู้ เพื่อนิพพานโดยส่วนเดียว ที่สัตว์
ทั้งหลายผู้มีความเกิดเป็นธรรมดาอาศัยแล้ว ย่อมพ้นจากความเกิด . . .
จากความโศก ความร่ำไร ความทุกข์ ความโทมนัส และความคับอาทิผิด อักขระแค้นใจ
ได้นั้น เป็นไฉน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้มีความเห็นชอบ ย่อมล้าง
ความเห็นผิด ล้างอกุศลบาปธรรมเป็นอันมาก ที่เกิดขึ้นเพราะความเห็นผิด
เป็นปัจจัย และกุศลธรรมเป็นอันมาก ย่อมถึงความเจริญบริบูรณ์ เพราะ
ความเห็นชอบเป็นปัจจัย.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้มีความดำริชอบ ย่อมล้างความดำริ
ผิด . . .
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้มีวาจาชอบ ย่อมล้างวาจาผิด. . .
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้มีการงานชอบ ย่อมล้างการงานผิด. . .
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้มีการเลี้ยงชีพชอบ ย่อมล้างการเลี้ยง
ชีพผิด...
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้มีความพยายามชอบ ย่อมล้างความ
พยายามผิด.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้มีความระลึกชอบ ย่อมล้างความ
ระลึกผิด. . .
 
๓๘/๑๐๗/๓๔๘

วันพฤหัสบดี, มกราคม 22, 2569

Nipphan

 
อย่างง่ายดาย ชื่อว่า อสํขารปรินิพฺพายี ( นิพพานโดยไม่มีสังขาร ) พระ-
อนาคามีผู้ลำบาก เพราะต้องประกอบความเพียร พร้อมกับสังขาร บรรลุ
ได้โดยความลำบาก ชื่อว่า สสังขารปรินิพพายี (ปรินิพพานพร้อมสังขาร)
พระอนาคามีทั้ง ๔ เหล่านี้ หาได้ในสุทธาวาสทั้ง ๕ ชั้น. บัณฑิตพึงทราบ
หมวด ๔ ในข้อว่า อุทฺธํโสโต อกนิฏฺฐคามี นี้ต่อไป. ก็พระอนาคามีท่านใด
ชำระเทวโลกสี่ชั้น ตั้งแต่ชั้นอวิหาไปให้หมดจด ไปยังอกนิฏฐภพแล้ว
ปรินิพพานอาทิผิด อักขระ พระอนาคามีนี้ ชื่อว่า มีกระแสในเบื้องบน ไปยังอกนิฏฐภพ
พระอนาคามีท่านใด ไปยังเทวโลกชั้นที่ ๒ ที่ ๓ หรือที่อาทิผิด ตั้งแต่ชั้นอวิหา
ไป แล้วปรินิพพาน พระอนาคามีนี้ ชื่อว่า มีกระแสในเบื้องบน ไม่
ไปยังอกนิฏฐภพ. พระอนาคามีท่านใด จากกามภพ แล้วเกิดในอกนิฏฐอาทิผิด อักขระภพ
แล้วปรินิพพาน พระอนาคามีนี้ ชื่อว่า. ไม่มีกระแสในเบื้องบน ไปยัง
อกนิฏฐภพ. พระอนาคามีท่านใดบังเกิดในที่นั้น ๆ นั่นแหละ บรรดาเทว-
โลก ๔ ชั้นเบื้องล่าง แล้วปรินิพพาน พระอนาคามีนี้ ชื่อว่า มีกระแสใน
เบื้องบน ไม่ชื่อว่า ไปยังอกนิฏฐภพ.
ข้อว่า เจโตขีลา ความว่า ภาวะที่จิตแข็งกระด้าง. ข้อว่า สตฺถริ กงฺขติ
ความว่า ย่อมสงสัยใน พระสรีระ หรือในพระคุณของพระศาสดา. บุคคล
เมื่อสงสัยในพระสรีระย่อมสงสัยไปว่า ขึ้นชื่อว่าสรีระที่ประดับด้วยมหา
ปุริสลักษณะ อันประเสริฐ ๓๒ ประการ มีอยู่หรือไม่หนอ. บุคคลผู้สงสัย
ในพระคุณ. ย่อมสงสัยว่า สัพพัญญุตญาณ ที่สามารถจะรู้อดีตอนาคต
และปัจจุบัน มีหรือไม่หนอ. ข้อว่า อาคปฺปาย ความว่า เพื่อบำเพ็ญเพียร.
ข้อว่า อนุโยคาย ความว่า โดยการประกอบเนืองอาทิผิด อาณัติกะ . ข้อว่า สาตจฺจาย
ความว่า โดยกระทำติดต่อ. ข้อว่า ปธานาย ความว่า เพื่อการตั้งไว้.
ข้อว่า อยํ ปฐโม เจโตขีโล นี้ความว่า ความที่จิตกระด้างข้อแรกนี้ได้
 
๑๖/๓๖๓/๓๖๕

วันพุธ, มกราคม 21, 2569

Sip Si

 
โกฏิ ให้ประทับในสุรเสนวิหาร เลี้ยงดูด้วยผลชมพู ให้ทรงอิ่มหนำสำราญ
ลำดับนั้น พระศาสดาเสวยผลชมพูนั้นแล้ว ทรงพยากรณ์ว่า ในที่สุดเก้าสิบสี่กัป
นับแต่กัปนี้ จักเป็นพระพุทธเจ้า พระนามว่าโคตมะ. ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
สมัยนั้น เราเป็นดาบสชื่อมังคละ มีเดชสูง อัน
ใครๆ เข้าพบได้ยาก ตั้งมั่นด้วยกำลังแห่งอภิญญา.
เรานำผลชมพูมาจากต้นชมพู ได้ถวายแด่พระ-
สิทธัตถพุทธเจ้า พระสัมพุทธเจ้าทรงรับแล้ว ตรัส
พระดำรัสดังนี้ว่า
ท่านทั้งหลายจงดูชฎิลดาบสผู้มีตบะสูงผู้นี้ เก้า
สิบสี่อาทิผิด อักขระกัปนับแต่กัปนี้ ดาบสผู้นี้จักเป็นพระพุทธเจ้า
พระตถาคตทรงตั้งความเพียร ฯ ล ฯ จักอยู่ต่อ
หน้าของท่านผู้นี้.
เราฟังพระดำรัสของพระองค์แล้ว ก็ยิ่งเลื่อมใส
จึงอธิษฐานข้อวัตรยิ่งยวดขึ้นไป เพื่อบำเพ็ญบารมี ๑๐
ให้บริบูรณ์.

แก้อรรถ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทุปฺปสโห แปลว่า อันใครๆ เข้าหา
ได้ยาก หรือปาฐะก็อย่างนั้นเหมือนกัน.
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ทรงมีพระนครชื่อ เวภาระ พระชนก
พระนามว่า พระเจ้าอุเทน พระนามว่า พระเจ้าชัยเสน บ้างก็มี พระชนนีอาทิผิด อาณัติกะ
พระนามว่า สุผัสสา คู่พระอัครสาวก ชื่อว่า พระสัมพละ และพระสุมิตตะ
พระพุทธอุปัฏฐากชื่อว่า พระเรวตะ คู่พระอัครสาวิกา ชื่อว่า พระสีวลา และ
 
๗๓/๑๗/๕๖๑

วันอังคาร, มกราคม 20, 2569

Rap

 
ถวายพระพรแด่พระองค์ว่า จักไม่ยอมให้ทำอาทิผิด สระ ขอมหาบพิตร
อย่าเพิ่งให้คำตอบแก่ภิกษุเหล่านั้น.
พระราชาทรงรับคำเพราะความละโมภของกำนัล. พวก
เดียรถีย์ครั้นเกลี้ยกล่อมพระราชาแล้ว จึงเรียกช่างมาเริ่มการ
ก่อสร้าง. ได้มีเสียงเอ็ดอึงขึ้น. พระศาสดาจึงตรัสถามว่า อานนท์
นั่นอะไรกัน เสียงเอ็ดอึงอื้อฉาว. พระอานนท์กราบทูลว่า ข้าแต่
พระองค์ พวกเดียรถีย์ให้สร้างอารามเดียรถีย์ขึ้นที่หลังพระ-
วิหารเชตวัน จึงมีเสียงขึ้น ณ ที่นั้น พระเจ้าข้า. ตรัสว่า ดูก่อน
อานนท์ ที่นั่นไม่สมควรแก่อารามเดียรถีย์ พวกเดียรถีย์ชอบ
เสียงเอ็ดอึง ไม่สามารถจะอยู่ร่วมกับพวกเดียรถีย์เหล่านั้นได้
จึงให้ประชุมภิกษุสงฆ์แล้วตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอ
จงไปทูลพระราชาให้ทรงยับยั้งการสร้างอารามเดียรถีย์. ภิกษุ
สงฆ์ไปยืนอยู่ที่ประตูพระราชวัง. พระราชาทรงสดับว่าสงฆ์
มา ทรงดำริว่า พวกภิกษุคงจะมาเรื่องอารามเดียรถีย์ เพราะ
พระองค์รับสินบนไว้ จึงให้ไปบอกว่า พระราชาไม่ประทับอยู่
ในวัง. ภิกษุทั้งหลายจึงไปกราบทูลแด่พระศาสดา. พระศาสดา
ตรัสว่า พระราชาทรงทำอย่างนี้เพราะทรงรับอาทิผิด อักขระสินบน จึงส่ง
พระอัครสาวกทั้งสองรูปไป. พระราชาทรงสดับว่า พระอัคร-
สาวกทั้งสองรูปมา จึงรับสั่งให้บอกไปเหมือนอย่างนั้น. พระ-
อัครสาวกทั้งสองมากราบทูลแด่พระศาสดา. พระศาสดาตรัสว่า
ดูก่อนสารีบุตร คราวนี้พระราชาจักไม่ได้ประทับนั่งในพระ-
 
๕๗/๒๗๖/๓๓๓

วันจันทร์, มกราคม 19, 2569

Khiao

 
ในมูลฬาลขาทนียะ มีวินิจฉัยดังนี้ :- เหง้าบัวหลวงเป็นเช่นเดียวกัน
กับเหง้าบัวขาวนั่นแหละ. เหง้าที่สำเร็จประโยชน์แก่ขาทนียะ และประโยชน์แก่
โภชนียะของพวกมนุษย์ ด้วยอำนาจอาหารตามปรกติในชนบทนั้น ๆ มีอาทิ
อย่างนั้น คือ เหง้าตะไคร้น้ำ เหง้าเถาคล้า เป็นยาวกาลิก.
ส่วนเหง้าของขมิ้น ขิง ปอ เถา ๔ เหลี่ยม การะเกด ตาล เต่าร้าง
ต้นตาว ¹มะพร้าว ต้นหมากเป็นต้น จัดเป็นยาวชีวิก. เหง้าขมิ้นเป็นต้น
แม้ทั้งหมดนั้น ท่านสงเคราะห์เข้ากับมูลเภสัชเหมือนกัน ในพระบาลีอย่างนี้ว่า
ก็หรือว่า มูลเภสัชแม้ชนิดอื่นในบรรดามี.
ในมัตถกขาทนียะ มีวินิจฉัยดังนี้:- ยอดหรือหน่อแห่งต้นไม้และ
เถาวัลย์เป็นต้น ที่สำเร็จประโยชน์แก่ขาทนียะ และประโยชน์แก่โภชนียะของ
พวกมนุษย์ด้วยอำนาจอาหารตามปรกติในชนบทนั้น ๆ มีอาทิอย่างนี้ คือ ยอด
ที่เรียกกันว่าหน่อของตาล เต่าร้าง ต้นตาว การะเกด มะพร้าว ต้นหมาก อินท-
ผลัม (เป้งก็ว่า) หวาย ตะไคร้น้ำอาทิผิด สระ และกล้วย หน่อไม้ไผ่ หน่ออ้อ หน่ออ้อย
หน่อเผือกมัน หน่อเมล็ดพันธุ์ผักกาด หน่อสามสิบ และหน่อแห่งธัญชาติ ๗
ชนิด จัดเป็นยาวกาลิก. โคนรากอ่อน (ยอดอ่อน) แห่งหน่อขมิ้น ขิง ว่านน้ำ
ปอ กระเทียมและแห่งหน่อตาล เต่าร้าง ต้นตาว มะพร้าว ที่เขาตัดให้ขาด
ตกไปเป็นยาวชีวิก.
[ว่าด้วยลำต้นเปลือกและใบที่ควรเคี้ยวอาทิผิด สระ]
ในขันธขาทนียะ มีวินิจฉัยดังนี้ :- ลำต้นมีอาทิอย่างนี้ คือลำต้น ไม้
ขานาง ลำอ้อย สายบัวเขียว บัวแดง โกมุท และจงกลนีที่อยู่ภายในปฐพี
ที่สำเร็จประโยชน์แก่ขาทนียะและประโยชน์แก่โภชนียะ ของพวกมนุษย์ด้วย
¹บางท่านก็ว่า ต้นลาน.
 
๔/๕๑๑/๕๓๔

วันอาทิตย์, มกราคม 18, 2569

Lokuttara

 
เหล่านี้ คำที่ควรกล่าวทั้งหมด ก็กล่าวไว้แล้วในวิสุทธิมรรค. บทว่า ปญฺญาย
ทุพฺพลีกรเณ ความว่า นิวรณ์ ๕ เหล่านี้. เมื่อเกิด ย่อมไม่ให้เกิดปัญญา
ทั้งที่เป็นโลกิยะ และโลกุตตระอาทิผิด อักขระ ที่ยังไม่เกิด แม้ที่เกิดแล้วก็ตัดสมาบัติ ๘
อภิญญา ๕ ให้ขาดตกไป เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ปญฺญาย ทุพฺพลี-
กรณา กระทำปัญญาให้อ่อนกำลัง. บทว่า ตถาคตปทํ อิติปิ ความว่า ทาง
คือ ญาณ ร่องรอยคือญาณ ของพระตถาคตแม้นี้ ท่านเรียกว่า ฐาน อันญาณ
เหยียบแล้ว. บทว่า ตถาคตนิเสวิตํ ได้แก่ฐาน อันสีข้างคือญาณของพระ-
ตถาคตสีแล้ว. บทว่า ตถาคตารญฺชิตํ ได้แก่ ฐานอันพระเขี้ยวแก้วคือญาณ
ของพระตถาคตกระทบแล้ว. บทว่า ยถาภูตํ ปชานาติ ได้แก่ย่อมรู้ตามสภาวะ
ความเป็นจริง. บทว่า น เตฺวว ตาว อริยสาวโก นิฏฺฐํ คโต โหติ ความว่า
ฌานและอภิญญาเหล่านี้ย่อมทั่วไปแม้กับคนภายนอกพระศาสนา เพราะฉะนั้น
พระอริยสาวกจึงไม่สำเร็จก่อน ที่ชื่อว่ายังไม่สำเร็จก่อนก็เพราะยังไม่สำเร็จแม้
ในขณะแห่งมรรคจิต. บทว่า อปิจ โข นิฏฺฐํ คจฺฉติ ความว่า ก็อีกอย่าง
หนึ่งแล ในขณะแห่งมรรคจิต ย่อมถึงความสำเร็จในรัตนะ ๓ โดยอาการ นี้ว่า
พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นพระสัมมาสัมพุทธะหนอ เหมือนคนต่อช้าง เห็นช้าง
ใหญ่ฉะนั้น. บทว่า นิฏฺฐํ คโต โหติ ความว่า เมื่อถึงความสำเร็จในขณะ
แห่งมรรคจิตอย่างนี้ ย่อมถึงความสำเร็จในรัตนะ ๓ โดยอาการทั้งปวง เพราะมี
กิจทั้งหมดเสร็จแล้วในขณะแห่งอรหัตผลจิต. คำที่เหลือในที่ทุกแห่งมีความ
ง่ายทั้งนั้น.
จบอรรถกถาจุลลหัตถิปโทปมสูตรที่ ๗
 
๑๘/๓๓๙/๕๑๕

วันเสาร์, มกราคม 17, 2569

Yuen

 
บทว่า หนึ่งต่อหนึ่ง คือ บุรุษผู้หนึ่ง และภิกษุณีอีกรูปหนึ่ง.
บทว่า ยืนอาทิผิด สระร่วมก็ดี คือ ยืนร่วมในระยะช่วงแขนของบุรุษ ต้อง
อาบัติปาจิตตีย์.
บทว่า เจรจาร่วมก็ดี คือ เจรจาอยู่ในระยะช่วงแขนของบุรุษ ต้อง
อาบัติปาจิตตีย์.
บทว่า กระซิบใกล้หูก็ดี คือ บอกเนื้อความใกล้หูของบุรุษ ต้อง
อาบัติปาจิตตีย์.
พากย์ว่า ภิกษุณีผู้เป็นเพื่อนกลับไปก็ดี คือ ประสงค์จะประพฤติ
อนาจาร จึงส่งภิกษุณีผู้เป็นเพื่อนกลับไป ต้องอาบัติทุกกฏ, เมื่อภิกษุณีผู้เป็น
เพื่อนละไปใกล้จะพ้นสายตา หรือสุดเสียงสั่ง ต้องอาบัติทุกกฏ เมื่อภิกษุณี
ผู้เป็นเพื่อนพ้นไปแล้ว ต้องอาบัติปาจิตตีย์.
ยืนร่วม หรือเจรจาร่วม พ้นระยะช่วงแขน ต้องอาบัติทุกกฏ.
ยืนร่วม หรือเจรจาร่วม กับยักษ์ผู้ชาย เปรตผู้ชาย บัณเฑาะก์
หรือสัตว์ดิรัจฉานตัวผู้มีร่างกายคล้ายมนุษย์ ต้องอาบัติทุกกฎ.

อนาปัตติวาร
[๑๙๖] มีสตรีผู้รู้ความคนใดคนหนึ่งอยู่เป็นเพื่อน ๑ ไม่เพ่งที่ลับ ยืน
ร่วมหรือเจรจาร่วม ๑ ส่งใจไปอื่น ยืนร่วมหรือเจรจาร่วม ๑ ไม่ประสงค์จะ
ประพฤติอนาจาร มีกิจจำเป็นจึงส่งภิกษุณีผู้เป็นเพื่อนกลับ ๑ วิกลจริต ๑
อาทิกัมมิกา ๑ ไม่ต้องอาบัติแล.
อันธการวรรค สิกขาบทที่ ๔ จบ
 
๕/๑๙๖/๒๒๘

วันศุกร์, มกราคม 16, 2569

Phiksu

 
วัตตขันธกะ
เรื่องพระอาคันตุกะ
[๔๑๔] โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ประทับอยู่ ณ พระ-
เชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคหบดี เขตพระนครสาวัตถี ครั้งนั้น
พระอาคันตุกะ สวมรองเท้าเข้าไปสู่อารามก็มี กั้นร่มเข้าไปสู่อารามก็มี คลุม
ศีรษะเข้าไปสู่อารามก็มี พาดจีวรบนศีรษะเข้าไปสู่อารามก็มี ล้างเท้าด้วยน้ำ
ฉันก็มี ไม่ไหว้ภิกษุเจ้าถิ่นผู้แก่พรรษากว่าก็มี ไม่ถามเสนาสนะก็มี มีพระ-
อาคันตุกะรูปหนึ่ง ถอดลิ่มแล้วผลักบานประตูเข้าไปสู่วิหารที่ไม่มีใครอยู่โดย
พลัน งูตกจากเบื้องบนลงมาที่คอของเธอ เธอกลัวร้องขึ้นสุดเสียง ภิกษุทั้ง
หลายรีบเข้าไปถามว่า ท่านร้องสุดเสียงทำไม เธอจึงบอกเรื่องนั้นแก่ภิกษุ
ทั้งหลาย บรรดาภิกษุที่เป็นผู้มักน้อย.. . ต่างก็เพ่งโทษ ติเตียน โพนทะนา
ว่า ไฉน พระอาคันตุกะจึงสวมรองเท้าเข้าไปสู่อารามก็มี กั้นร่มเข้าไปสู่อาราม
ก็มี คลุมศีรษะเข้าไปสู่อารามก็มี พาดจีวรบนศีรษะเข้าไปสู่อารามก็มี ล้างเท้า
ด้วยน้ำฉันก็มี ไม่ไหว้ภิกษุเจ้าถิ่นผู้แก่พรรษากว่าก็มี ไม่ถามเสนาสนะก็มี
แล้วกราบทูลเรื่องนั้น แด่พระผู้มีพระภาคเจ้า.
พระผู้มีพระภาคเจ้า . . . ทรงสอบถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่า
ภิกษุอาทิผิด อักขระอาคันตุกะสวมรองเท้าเข้าไปสู่อารามก็มี กั้นร่มเข้าไปสู่อารามก็มี คลุม
ศีรษะเข้าไปสู่อารามก็มี พาดจีวรบนศีรษะเข้าไปสู่อารามก็มี ล้างเท้าด้วยน้ำฉัน
ก็มี ไม่ไหว้ภิกษุเจ้าถิ่นผู้แก่พรรษากว่าก็มี ไม่ถามเสนาสนะก็มี จริงหรือ.
ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า จริง พระพุทธเจ้าข้า.
 
๙/๔๑๔/๓๓๗

วันพฤหัสบดี, มกราคม 15, 2569

Lum

 
ถ่านเพลิงแล้วบรรทม ได้ทรงสดับเสียงร้องครวญครางและเสียงคำรามในราตรี
พระองค์ทรงกำหนดว่า ที่ตรงโน้นสีหะแผดเสียง ตรงโน้นเสือคำราม ครั้นสว่าง
จึงเสด็จไป ณ ที่นั้นทรงถือเนื้อที่เป็นเดน (ของสัตว์) ปิ้งเสวย.
อยู่มาวันหนึ่ง ตอนใกล้รุ่ง พระองค์ประทับนั่งตามไฟอยู่. ขณะนั้น
เสือโคร่งได้กลิ่นพระราชธิดา จึงตะกายที่พื้นนั้นทำให้เป็นช่องบนพื้นกระดาน.
พระนางทรงเห็นเสือทางช่องนั้น ทรงตกพระทัยกลัวร้องกรี๊ดจนสุดเสียง. พระ-
ราชาทรงสดับเสียงนั้น และทรงกำหนดว่า นั่นเป็นเสียงสตรีจึงเสด็จไป ณ ที่
นั้นแต่เช้าตรู่ ตรัสถามว่า ใครอยู่ในที่นี้. พระนางตอบว่า ผู้หญิงจ้ะนาย. ตรัส
ว่า ออกมาเถิด. ทูลว่า ออกไปไม่ได้. ตรัสว่า เพราะอะไร. ทูลว่า ดิฉันเป็น
นางกษัตริย์. พระนางแม้ถูกขังอยู่ในหลุมอาทิผิด อักขระอย่างนั้นยังมีขัตติยมานะ. พระราชา
รับสั่งถามเรื่องราวทั้งหมด แล้วจึงตรัสบอกพระชาติของพระองค์ว่า เราก็เป็น
กษัตริย์. ตรัสต่อไปว่า ออกมาเดี๋ยวนี้เถิดปรากฏดุจเนยใสใส่ลงในน้ำนม.
พระนางทูลว่า หม่อมฉันเป็นโรคเรื้อน ไม่อาจออกไปได้เพคะ. พระราชา
ตรัสว่า บัดนี้เราหัวอกอันเดียวกัน เราสามารถเยียวยาให้หายอาทิผิด อักขระได้จึงทอดบันได
อุ้มพระนางขึ้นมาทรงนำไปยังที่ประทับของพระองค์ พระราชทานยาที่พระองค์
เสวยด้วยพระองค์เอง ไม่ช้าก็ทำให้พระนางหายจากพระโรคมีพระฉวีดุจทองคำ.
พระราชาก็ทรงอยู่ร่วมกับพระนางนั้น. ด้วยการอยู่ร่วมครั้งแรกเท่านั้นพระนาง
ก็ทรงครรภ์ ประสูติพระโอรสสององค์ ประสูติพระโอรสครั้งละสององค์
๑๖ ครั้ง. รวมเป็นพระโอรส ๓๒ องค์ ด้วยประการฉะนี้. พระบิดาได้ให้พระ-
โอรสผู้เจริญวัยเหล่านั้นได้ศึกษาศิลปะทุกแขนง.
 
๔๗/๓๓๑/๓๓๗

วันพุธ, มกราคม 14, 2569

Khwam

 
วาจาไม่มีโทษ บทว่า เนลา นั้นเหมือน เนละ ศัพท์ ที่พระผู้มีพระภาค-
เจ้าตรัสไว้ในคาถานี้ว่า เนลงฺโค เสตปจฺฉาโท ดังนี้เป็นต้น. บทว่า
กณฺณสุขา ได้แก่วาจาสบายหู คือไม่เกิดความเสียดแทงหูเหมือนถูกเข็มแทง
เพราะเป็นวาจาไพเราะโดยพยัญชนะ ชื่อว่า วาจา เป็นที่ตั้งแห่งความรัก เพราะ
วาจานั้นไม่ทำให้เกิดความโกรธ ทำความอาทิผิด รักให้เกิดทั่วสรีระ เพราะเป็นวาจา
ไพเราะโดยอรรถ. ชื่อว่า เป็นวาจาจับใจ เพราะวาจานั้นย่อมถึงใจ คือไม่
กระทบกระทั่ง เข้าไปถึงจิตโดยสะดวก. ชื่อว่าเป็นวาจาชาวเมือง เพราะวาจา
นั้นมีอยู่ในเมืองเหตุเป็นวาจาที่บริบูรณ์ด้วยคุณ. ชื่อว่า โปริ เพราะวาจานั้น
เป็นวาจาอ่อนโยนประหนึ่งว่า หญิงผู้เจริญในบุรี ดังนี้ก็มี. ชื่อว่า โปรี
เพราะวาจานั้นเป็นวาจาของชาวเมืองดังนี้ก็มี อธิบายว่า เป็นถ้อยคำของชาว
เมือง. ด้วยว่า ชาวเมืองย่อมเป็นผู้มีถ้อยคำสมควร คือเรียกคนปูนพ่อว่าพ่อ
คนผู้ปูนแม่ว่าแม่ ปูนพี่ว่าพี่. ชื่อว่าผู้มีวาจาอันคนเป็นอันมากรักใคร่ เพราะ
ถ้อยคำเห็นปานนั้น ย่อมเป็นวาจาอันคนเป็นอันมากชอบใจ. ชื่อว่า เป็นวาจา
เป็นที่พอใจของชนเป็นอันมาก เพราะวาจานั้น เป็นที่พอใจคือทำความเจริญ
ใจแก่ชนเป็นอันมาก เพราะเป็นวาจาที่คนทั้งหลายรักใคร่นั่นเอง. บุคคลผู้ชื่อ
ว่า กาลวาทีเพราะกล่าวโดยกาล อธิบายว่าบุคคลนั้นย่อมกำหนดกาลอันควร
กล่าวแล้วกล่าว. ชื่อว่าผู้มีปกติกล่าวคำจริง เพราะย่อมกล่าวคำที่จริง คือคำแท้
ได้แก่คำเป็นจริงอย่างเดียว. ชื่อว่าผู้มีปกติกล่าวอาศัยประโยชน์ เพราะบุคคล
นั่นกล่าวกระทำให้เป็นคำอาศัยอรรถอันเป็นประโยชน์ในภพนี้และภพหน้าอย่าง
เดียว. ชื่อว่าผู้มีปกติกล่าวอาศัยธรรม เพราะบุคคลนั้นย่อมกล่าวทำให้เป็น
คำอาศัยโลกุตตรธรรม ๙. ชื่อว่า ผู้มีปกติกล่าวอาศัยวินัย เพราะกล่าวกระทำ
ให้เป็นคำอาศัยสังวรวินัย. และปหานวินัย โอกาสที่ตั้ง ท่านเรียกว่าหลักฐาน
หลักฐานของวาจานั้นมีอยู่ เหตุนั้น วาจานั้น ชื่อว่า มีหลักฐาน อธิบายว่า บุคคล
 
๑๘/๓๓๙/๕๐๒

วันอังคาร, มกราคม 13, 2569

Kradang

 
มุมจีวรชำรุด ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้น แด่อาทิผิด อักขระพระผู้มีพระภาคเจ้า ๆ
ตรัสอนุญาตว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตด้ายผูกมุมจีวร.
น้ำย้อมหยดออกชายเดียว ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มี-
พระภาคเจ้า ๆ ตรัสอนุญาตว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ย้อมจีวร
พลิกกลับไปกลับมา แต่เมื่อหยาดน้ำยังหยดไม่ขาดสาย อย่าหลีกไป.
สมัยต่อมา จีวรเป็นผ้าเนื้อแข็ง ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่
พระผู้มีพระภาคเจ้า ๆ ตรัสอนุญาตว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้จุ่ม
ลงในน้ำ
สมัยต่อมา จีวรเป็นผ้ากระด้างอาทิผิด อักขระ ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่
พระผู้มีพระภาคเจ้า ๆ ตรัสอนุญาตว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ทุบ
ด้วยฝ่ามือ.

พระพุทธบัญญัติห้ามใช้จีวรที่ไม่ตัด
[๑๔๘] ก็โดยสมัยนั้นแล พระฉัพพัคคีย์ใช้จีวรที่ไม่ได้ตัด ใช้จีวร
ที่ย้อมน้ำฝาด มีสีเหมือนงาช้าง ประชาชนจึงพากันเพ่งโทษติเตียน โพนทะนา
ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ๆ ตรัสห้ามว่า ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลายภิกษุไม่พึงใช้จีวรที่มิได้ตัด รูปใดใช้ ต้องอาบัติทุกกฏ.

พระพุทธบัญชาให้แต่งจีวร
[๑๔๙] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ในพระนครราชคฤห์
ตามพระพุทธาภิรมย์ แล้วเสด็จพระพุทธดำเนินไปทางทักขิณาคิรีอาทิผิด อักขระชนบท พระ-
องค์ทอดพระเนตรเห็นนาของชาวมคธ ซึ่งเขาพูนดินขึ้นเป็นคันอาทิผิด นาสีเหลี่ยม
พูนคันนายาวทั้งด้านยาวและด้านกว้าง พูนคันนาคั่นในระหว่าง ๆ ด้วยคันนา
 
๗/๑๔๗/๒๗๕

วันจันทร์, มกราคม 12, 2569

Sangkhan

 
ในอรรถกถานั้น ย่อมผิดจากพระบาลีนี้ว่า ยสฺส กายสงฺขาโรอาทิผิด นิรุชฺฌติ
ตสฺส จิตฺตสงฺขาโรอาทิผิด นิรุชฺฌตีติ อามนฺตา กายสังขารกำลังดับแก่บุคคลใด
จิตตสังขารก็กำลังดับแก่บุคคลนั้นหรือ ? ตอบว่า ถูกแล้ว ดังนี้. ผิดอย่างไร ?
ก็เพราะกายสังขารคือลมอัสสาสะและปัสสาสะมีจิตเป็นสมุฏฐาน. ก็รูปที่มีจิตเป็น
สมุฏฐาน เกิดขึ้นในอุปาทขณะของจิตแล้วย่อมตั้งอยู่จนกระทั่งจิต ๑๖ ดวงอื่น
เกิดขึ้น ย่อมดับไปพร้อมกับจิตดวงสุดท้ายทั้งหมดแห่งจิต ๑๖ ดวงเหล่านั้น
เพราะฉะนั้น กายสังขารนั้นเกิดพร้อมกับจิตใดก็ดับพร้อมกับจิตดวงที่ ๑๗ จำเดิม
แต่จิตนั้น มิใช่ดับในอุปาทขณะ หรือฐิติขณะของจิตไร ๆ แม้จะเกิดในฐิติขณะ
หรือภังคขณะก็หาไม่ นี้เป็นธรรมดาของรูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐาน เพราะฉะนั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า อามนฺตา (ถูกแล้ว) ดังนี้ เพราะดับในขณะ
เดียวกันกับจิตสังขารโดยแน่นอน.
ก็การกำหนดขณะ (ขณนิยมอาทิผิด ) ของรูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐานที่ข้าพเจ้า
กล่าวนี้เป็นการกำหนดขณะ (ขณนิยมอาทิผิด ) แม้แก่รูปที่มีกรรมเป็นต้นเป็นสมุฏฐาน
นี้เหมือนกัน เพราะฉะนั้น บัณฑิตพึงประกอบเนื้อความในอธิการนี้โดยนัยนี้
เท่านั้นว่า กรรมชรูปที่เกิดพร้อมกับปฏิสนธิจิต ย่อมดับพร้อมกับจิตดวงที่ ๑๗
จำเดิมแต่ปฏิสนธินั้น. กรรมชรูปที่เกิดในฐิติขณะของปฏิสนธิจิต ย่อมดับไปใน
อุปาทขณะของจิตดวงที่ ๑๘. กรรมชรูปที่เกิดในภังคขณะของปฏิสนธิจิตถึง
ขณะตั้งอยู่ของจิตดวงที่ ๑๘ แล้วก็ดับไป ดังนี้. ก็เบื้องหน้าแต่นี้ไป การสืบต่อ
ของรูปที่มีอุตุเป็นสมุฏฐานเท่านั้นย่อมดำรงอยู่ในสรีระนั้น สรีระย่อมเป็นของ
อันบุคคลพึงกล่าวว่า พวกท่านจงเอาสรีระนี้ไปเผาเถิด ดังนี้. พึงทราบความ
ที่ขันธ์ ๕ เกิดต่างขณะกันดับขณะเดียวกัน ด้วยประการฉะนี้.
 
๗๗/๓๑/๖๘

วันอาทิตย์, มกราคม 11, 2569

Mahap Phak

 
ข้อว่า “สทิโส โหติ” ได้แก่ เป็นผู้เสมอกัน.
ข้อว่า “สีลสามญฺญคตานํ สตํ” ความว่า สัตบุรุษทั้งหลายถึง
ความเป็นผู้เสมอกันด้วยศีล.
ข้อว่า “สีลกถา จ โน ภวิสฺสติ” ความว่า ถ้อยคำที่ปรารภศีลนั้น
จักมีแก่พวกเราผู้มีศีลเสมอกันอย่างนี้.
ข้อว่า “สา จ โน ผาสุ ภวิสฺสติ” ความว่า ก็ศีลกถานั้น (การพูด
ถึงศีล) จักเป็นการอยู่ผาสุก จักเป็นการอยู่อย่างสบายแก่พวกเรา.
ข้อว่า “สา จ โน ปวตฺตินี ภวิสฺสติ” ความว่า ถ้อยคำ ของ
พวกเราผู้กล่าวอยู่จักเป็นไปแม้ตลอดวันตลอดคืนก็จะไม่ทำให้สะเทือนใจ.มหัพภาค จริง
อยู่เมื่อบุคคลทั้งสองมีศีลเสมอกัน เมื่อคนหนึ่งกล่าวพรรณนาถึงศีล อีกคน
หนึ่งย่อมยินดี เพราะเหตุนั้นถ้อยคำของเขาเหล่านั้นย่อมจะมีความผาสุกและ
เป็นไปตลอด ไม่ขัดกัน. ก็เมื่อมีผู้ทุศีลอยู่ ถ้อยคำที่กล่าวพูดถึงศีลกับบุคคลผู้
ทุศีล ย่อมเป็นถ้อยคำที่กล่าวยาก เพราะฉะนั้นศีลกถาก็ย่อมมีไม่ได้ ความ
ผาสุกก็มีไม่ได้ ความเป็นไปไม่ได้ตลอด. แม้ถ้อยคำที่กล่าวถึงสมาธิและปัญญา
ก็มีนัยนี้เหมือนกัน. ก็ภิกษุ ๒ รูป ผู้ได้สมาธิย่อมกล่าวพรรณนาคุณของสมาธิ
ผู้มีปัญญาก็ย่อมกล่าวพรรณนาคุณแห่งปัญญา เขาทั้งสองเหล่านั้นย่อมไม่รู้สึก
ถึงการก้าวล่วงตลอดราตรีหรือตลอดวัน.
ข้อว่า “สกฺกตฺวา ครุํ กตฺวา” ได้แก่ กระทำสักการะ หรือทำ
ความเคารพ.
สองบทว่า “อธิโก โหติ” ได้แก่ เป็นผู้ยิ่ง.
บทว่า “สีลกฺขนฺธํ” ได้แก่ กองแห่งศีล.
 
๗๙/๙๙/๓๑๗

วันเสาร์, มกราคม 10, 2569

Unnatunnato

 
ภาชนะเงินเป็นต้นมาก. ชื่อว่า มีทองเงินมาก เพราะมีทองและเงินอันเป็น
ต้นทุนเก็บไว้มาก ๆ ชื่อว่า มีอุปกรณ์แห่งทรัพย์เป็นเครื่องปลื้มใจ คือมีเหตุแห่ง
ความยินดีมาก. ชื่อว่า มีทรัพย์ และธัญญาหารมาก เพราะมีวัตถุทั้งหลาย
มีโคและทรัพย์เป็นต้นด้วย มีธัญญาหาร ๗ ชนิดด้วย มาก.
คำว่า “อภิรูโป” แปลว่า มีรูปงาม.
คำว่า “ทสฺสนีโย” แปลว่า น่าทัศนา คือ สมควรแล้วแก่อันใคร ๆ
จะละการงานอย่างอื่นแล้วมองดูแม้ตลอดวัน.
คำว่า “ปาสาทิโก” แปลว่า นำมาซึ่งความเลื่อมใสแห่งจิต ด้วย
การเห็นนั่น แหละ.
คำว่า “ปรมาย” แปลว่า สูงที่สุด.
บทว่า “วณฺณโปกฺขรตาย” ได้แก่ วรรณะแห่งสรีระ สรีระท่าน
เรียกว่า โปกฺขรํ อธิบายว่า เพราะความถึงพร้อมด้วยวรรณะแห่งสรีระนั้น.
บทว่า “สมนฺนาคโต” ได้แก่ เข้าถึงแล้ว. บัณฑิตพึงทราบวินิจฉัย
ในคำ “โอณโตณตา” เป็นต้น ชื่อว่า ผู้ต่ำ เพราะเว้นจากสมบัติในทิฏฐธรรมิก-
ภพหรือในสัมปรายิกภพ อธิบายว่า เป็นผู้ต่ำ คือเป็นผู้ลามก. ชื่อว่า ผู้สูง
เพราะความเป็นสภาพตรงกันข้ามกับคนต่ำนั้น อธิบายว่า ผู้สูง คือ เป็นผู้เลิศ.
คำที่เหลือในที่นี้บัณฑิตพึงทราบโดยนัยที่กล่าวแล้วในคำว่า ผู้มืด เป็นต้น. อีก
อย่างหนึ่ง บทว่า “โอณโตณโต” ความว่า บัดนี้ คือชาตินี้เป็นผู้ต่ำ แม้ต่อไป
คือชาติต่อไป ก็จะเป็นผู้ต่ำนั่นแหละ. บทว่า “โอณตุณฺณโต” ความว่า ชาติ
นี้เป็นผู้ต่ำ แต่ชาติต่อไปจักเป็นผู้สูง. บทว่า “อุณฺณโตณโต” ความว่า ชาติ
นี้เป็นผู้สูง แต่ชาติต่อไปจักเป็นผู้ต่ำ. บทว่า “อุณฺณตุณฺณโตอาทิผิด สระ” ความว่า
ชาตินี้เป็นผู้สูง แม้ชาติต่อไปก็จักเป็นผู้สูง.
 
๗๙/๑๓๐/๓๗๒

คลังบทความของบล็อก