
ความไม่เคารพ. นั่งในที่ตรงหน้าเกินไป ถ้ามีความประสงค์จะดู จะต้องจ้องดู
ตาต่อตากัน. นั่งข้างหลังเกินไป ถ้ามีความประสงค์จะดู จะต้องยื่นอาทิผิด อาณัติกะคอออกไปดู
เพราะฉะนั้น เวรัญชพราหมณ์ แม้นี้ จึงนั่งเว้นโทษแห่งการนั่ง ๖ อย่าง
เหล่านั้นแล เหตุดังนั้น ท่านพระอุบาลีเถระ จึงกล่าวไว้ว่า พราหมณ์นั้น
นั่งแล้ว ณ ที่ควรส่วนข้างอาทิผิด อักขระหนึ่ง.
[อรรถาธิบายศัพท์ต่าง ๆ มี เอตํ ศัพท์ เป็นต้น]
เวรัญชพราหมณ์ นั่งแล้ว ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล จึงได้กราบอาทิผิด อักขระทูล
คำนี้กะพระผู้มีพระภาคเจ้า. ด้วยบทว่า เอตํ เป็นต้น พระอาจารย์แสดง
ใจความที่ควรจะกล่าวในบัดนี้. ท. อักษร ทำการต่อบท บทว่า อโวจ
แปลว่า ได้กราบทูลแล้ว. ประชุมบทว่า สุตมฺเมตํอาทิผิด อักขระ ตัดบทเป็น สุตํ เม ตํ
แปลว่า ข้อนั้น ข้าพเจ้าได้ฟังมาแล้ว. พระอาจารย์แสดงในความที่ควรกล่าว
ในบัดนี้ด้วยคำว่า เอตํ มยา สุตํ เป็นต้น.
เวรัญชพราหมณ์อาทิผิด อักขระ ย่อมทูลเรียกพระผู้มีพระภาคเจ้า ด้วยพระโคตรว่า
โภ โคตม แปลว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ! บัดนี้ ท่านพระอุบาลีเถระ
เมื่อจะแสดงข้อความที่เวรัญชพราหมณ์นั้นได้ฟังแล้ว จึงได้กล่าวคำมีอาทิ
อย่างนี้ว่า น สมโณ โคตโม. ในคำว่า สมโณ โคตโม เป็นต้นนั้น
มีการพรรณนาบทที่ไม่ง่ายดังต่อไปนี้ : -
บทว่า พฺราหฺมเณ ได้แก่ พราหมณ์โดยชาติ.
บทว่า ชิณฺเณ ได้แก่ เป็นคนแก่คร่ำคร่า คือถูกชราส่งให้ไปถึง
ความเป็นผู้มีอวัยวะหักเป็นท่อนเป็นต้น.
บทว่า วุฑฺเฒ ได้แก่ ผู้เข้าเขตแห่งความเจริญแห่งอวัยวะน้อยใหญ่.
๑/๙/๒๒๒

เป็นไข้แล้วหาย. บทว่า ยาวตา ได้แก่ หมู่ของผู้บำเพ็ญเพียร. บทว่า ตาสํ
อญฺญตรา ได้แก่ เป็นคนหนึ่งในระหว่างสาวิกาเหล่านั้น. บทว่า อนุกมฺปิกา
ได้แก่ ผู้อนุเคราะห์ด้วยประโยชน์เกื้อกูล. บทว่า โอวาทิกา ได้แก่ ผู้ให้โอวาท.
บทว่า อนุสาสิกา ได้แก่ ผู้ให้การพร่ำสอน.
จบอรรถกถานกุลสูตรที่ ๖
๗. กุสลสูตร
ว่าด้วยโทษของการเห็นแก่หลับนอน
[๒๘๘] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหาร-
เชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จออกจากที่เร้นในเวลาเย็น เสด็จเข้าไปยังศาลาที่บำรุงอาทิผิด ใน
ประทับนั่งบนอาสนะที่เขาปูลาดไว้แล้ว แม้ท่านพระสารีบุตรที่ออกจากที่เร้นใน
เวลาเย็นเข้าไปยังศาลาที่บำรุง ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว นั่ง ณ
ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง แม้ท่านพระมหาโมคคัลลานะ แม้ท่านพระมหากัสสปะ
แม้ท่านพระมหากัจจายนะ แม้ท่านพระมหาโกฏฐิกะ แม้ท่านพระมหาจุนทะ
แม้ท่านพระมหากัปปินะ แม้ท่านพระมหาโกฏฐิกะ แม้ท่านพระมหาจุนทะ
แม้ท่านพระอานนท์ ก็ออกจากที่เร้นในเวลาเย็น เข้าไปยังศาลาที่บำรุง ถวายบังคม
พระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้งนั้น พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าทรงยับยั้งอยู่ด้วยการประทับนั่งสิ้นราตรีเป็นอันมาก แล้วทรงลุกจาก
อาสนะเสด็จเข้าไปยังพระวิหาร แม้ท่านเหล่านั้น เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า
๓๖/๒๘๘/๕๖๓

ขอพระคุณเจ้าได้โปรดช่วยพูดให้หญิงหม้ายนั้นยอมอาทิผิด อักขระยกธิดาให้แก่เด็กชาย
หนุ่มน้อยของพวกข้าพเจ้าด้วยเถิด
ลำดับนั้น ท่านพระอุทายีเข้าไปหาสตรีหม้ายนั้น ครั้นแล้วได้ถาม
สตรีหม้ายนั้นว่า ทำไมเธอจึงไม่ยอมยกธิดาให้แก่คนเหล่านั้นเล่า
สตรีหม้ายนั้นตอบว่า เพราะดิฉัน ไม่ทราบว่า คนเหล่านั้นเป็นใคร
หรือเป็นพรรคพวกของใคร อนึ่งเล่า เด็กหญิงสาวน้อยนี้เป็นธิดาคนเดียว
ของดิฉัน และจะต้องไปอยู่บ้านอื่น ดิฉันจึงไม่ยอมยกให้เจ้าค่ะ
อุ. จงให้แก่คนเหล่านั้นเถิด คนเหล่านี้ฉันรู้จัก
ส. ถ้าพระคุณเจ้ารู้จัก ดิฉันยอมยกให้เจ้าค่ะ
จึงสตรีหม้ายนั้นได้ยกธิดาให้แก่สาวกของอาชีวกเหล่านั้น ครั้น
พวกสาวกของอาทิผิด อักขระอาชีวกเหล่านั้น นำเด็กหญิงสาวน้อยนั้นไปแล้ว ได้เลี้ยงดู
อย่างสะใภ้ชั่วเดือนเดียวเท่านั้น ต่อแต่นั้นก็เลี้ยงดูอย่างทาสี
สาวน้อยร้องทุกข์
[๔๒๓] ต่อมา สาวน้อยนั้นส่งทูตไปในสำนักมารดาว่า ดิฉัน
ตกทุกข์ได้ยาก ไม่ได้รับความสุข พวกสาวกของอาชีวกอาทิผิด ได้เลี้ยงดูดิฉัน อย่าง
สะใภ้ชั่วเดือนอาทิผิด อักขระเดียวเท่านั้น ต่อแต่นั้นมาก็เลี้ยงดูอย่างทาสี ขอให้คุณแม่
ดิฉันมารับดิฉันไป
พอทราบข่าว สตรีหม้ายนั้นจึงเข้าไปหาพวกสาวกของอาชีวก ครั้น
แล้วได้กล่าวดังนี้ว่า ท่านทั้งหลายโปรดอย่าเลี้ยงดูสาวน้อยนี้อย่างทาสี
โปรดเลี้ยงดูอย่างสะใภ้เถิดเจ้าค่ะ
สาวกของอาชีวกเหล่านั้นกล่าวอย่างนี้ว่า พวกเราไม่ได้รับรองและ
ตกลงไว้กับท่าน พวกเรารับรองและตกลงไว้กับสมณะต่างหาก ท่าน
จงไป เราไม่รู้จักท่าน
๓/๔๒๓/๒๔๔

แล้ว. ถึงมารนั้นก็พึงทราบว่า “เวลานั้นเคลื่อนจากอัตภาพนั้น ทำกุศล
อีก เกิดในตำแหน่งอธิบดีเวลานี้ ดังนี้แล.”
บทว่า “มีธุระไปปราศแล้ว” คือ ปราศจากธุระ อธิบายว่า ไม่
เหมือนคนพวกอื่นๆ.
คำว่า “มีทุกข์น้อย” คือ ลำบากน้อย.
คำว่า “คนเลี้ยงสัตว์” คือ คนเลี้ยงแพะ เลี้ยงแกะ.
คำว่า “ผู้เดินทาง” คือ ผู้ดำเนินไปตามทาง.
บทว่า “ค้นหาที่กาย” ความว่า ผูกเชิงตะกอนรอบๆ.
บทว่า “จุดไฟแล้วก็หลีกไป” ความว่า ชาวนาทั้งหลายกำหนด
ขนาดของเชิงตะกอนว่า “เชิงตะกอนเท่านี้ร่างกายก็จักถือเอารอบ (ไหม้ทั่ว
ถึง) แล้วจุดไฟขึ้นทั้ง ๔ ทิศ หลีกไปแล้ว. เชิงตะกอนก็ได้ลุกโพลงเหมือน
เปลวประทีป (และ) ได้เป็นเหมือนเวลาที่พระเถระเข้าถ้ำมีน้ำแล้วนั่งลง.”
บทว่า “สลัดจีวร” ความว่า “พระเถระเมื่อออกจากสมาบัติแล้วย่ำถ่าน
เพลิงที่ไม่มีควันมีสีเหมือนดอกทองกวาวได้สลัดจีวรแล้ว ก็แม้เพียงไออุ่นก็มิ
ได้มีในร่างกายของท่าน. แม้เพียงไออุ่นก็ยังไม่ไหม้จีวร. นี้ชื่อว่าเป็นผลของ
สมาบัติ.”
บทว่า “จงด่า” ความว่า พวกท่านจงด่าด้วยวัตถุสำหรับด่า ๑๐
ข้อ.
บทว่า “บริภาษ” ได้แก่ กล่าวด้วยวาจา.
บทว่า “จงด่าประชด” ได้แก่ จงกระทบกระเทียบ.
บทว่า “จงเบียดเบียน” ได้แก่ ให้ถึงทุกข์. คำทั้งอาทิผิด อาณัติกะหมดนี้เป็นชื่อของ
การกระทบกระเทียบทางวาจา.
๑๙/๕๖๖/๔๗๖
บุคคลเหล่านั้น, บุคคลที่นอกจากนั้น ธัมมายตนะจักดับ และรูปา-
ยตนะก็จักดับแก่บุคคลเหล่านั้น.
จบ รูปายตนมูละ มนายตนะ ฯ ล ฯ ธัมมายตนมูลี
รูปายตนมูล จบ
มนายตนมูล
มนายตนมูละ ธัมมายตนมูลี :-
[๕๕๕] มนายตนะจักดับแก่บุคคลใด, ธัมมายตนะก็จักดับ
แก่บุคคลนั้น ใช่ไหม ?
ใช่.
ก็หรือว่า ธัมมายตนะจักอาทิผิด อักขระดับแก่บุคคลอาทิผิด อาณัติกะใด, มนายตนะก็จักดับ
แก่บุคคลนั้น ใช่ไหม ?
ใช่.
จบ มนายตนมูละ ธัมมายตนมูลี
มนายตนมูล จบ
ปุคคลวาระ จบ
๘๒/๕๕๕/๕๕๔

พวกพรหมภัตประชุมกัน เชิญนางทิฏฐมังคลิกาเข้าพระนครด้วย
สักการะใหญ่ ให้นางอยู่ในพระนครนั้นด้วยความงดงามอันเป็นสิริมงคล
อย่างใหญ่. ได้สร้างที่อยู่ให้นางเช่นกับเทพวิมาน. น้อมนำลาภสักการะ
มากมายไปให้นาง ณ ที่อยู่นั้น. ลาภทั้งปวงมีการได้บุตรเป็นต้น เป็นเช่นกับ
ที่พระโพธิสัตว์กล่าวไว้ทุกประการ. พราหมณ์ ๑๖,๐๐๐ บริโภคร่วมกับบุตร
ของนางทิฏฐมังคลิกาเป็นเนืองนิจ. พราหมณ์ประมาณ ๑,๐๐๐ แวดล้อม
กุมารนั้น. กุมารให้ทานแก่พราหมณ์ ๑,๐๐๐.
ลำดับนั้นพระมหาสัตว์ดำริว่า บุตรนี้เลื่อมใสผิดที่เสียแล้ว. ช่างเถิด
เราจักให้บุตรรู้จักทักขิไณยบุคคล จึงเที่ยวภิกขาจารไปถึงเรือนของนางทิฏฐ-
มังคลิกานั้น สนทนากับบุตรนั้นแล้วกลับไป.
ลำดับนั้นกุมารกล่าวคาถาว่า :-
ท่านผู้อยู่ป่าดงคนเข็ญใจ คล้ายปีศาจ
สกปรกสวมผ้าอาทิผิด สระขี้ริ้วที่ได้จากกองหยากเยื่อที่คอ
คนร้าย ท่านเป็นใครไม่ใช่ทักขิไณยบุคคล.
ทวยเทพอดกลั้นด้วยคำอนาจารที่กุมารนั้นกล่าวไม่ได้ จึงบิดหน้า
พราหมณ์ ๑๖,๐๐๐ เหล่านั้นของกุมารนั้น. นางทิฏฐมังคลิกาเห็นดังนั้น
จึงเข้าไปหาพระมหาสัตว์แจ้งความนั้นให้ทราบ. พระโพธิสัตว์ กล่าวว่า
ทวยเทพอดกลั้นคำอนาจารของกุมารนั้นไม่ได้ จึงทำให้ผิดปกติไป. ก็แต่
๗๔/๑๗/๓๒๐
มหาเถระทั้งหลายผู้เป็นพระธรรมสังคาหกาจารย์ ครั้งทำสังคายนา. พระ-
มหาเถระเหล่านั้นได้ยกเรื่องนั้นขึ้นสู่การสังคายนา ด้วยประการนั้นเอง.
จบอรรถกถาวิสาลักขิวิมาน
๑๐. ปาริฉัตตกอาทิผิด สระวิมาน
ว่าด้วยปาริฉัตตกวิมาน
พระมหาโมคคัลลานเถระถามนางเทพธิดาองค์หนึ่งว่า
[๓๘] ดูก่อนเทพธิดา ท่านมาเก็บดอกไม้สวรรค์
ปาริฉัตตกะ หอมหวนน่ารื่นรมย์มาร้อยกรองเป็นพวง
มาลัยทิพย์ ขับอาทิผิด อักขระร้องสำเริงอยู่ เมื่อท่านกำลังฟ้อนรำอยู่
เสียงทิพย์น่าฟังวังเวงใจ เปล่งออกมาจากอวัยวะ
น้อยใหญ่พร้อม ๆ กัน ทั้งกลิ่นทิพย์หอมหวนยวนใจ
ก็ฟุ้งออกจากอวัยวะน้อยใหญ่ทุก ๆ ส่วน เมื่อท่าน
ไหวกายไปมา เสียงเครื่องประดับอันท่านประดับไว้ที่
ช้องผมทุก ๆ ส่วน ถูกลมพัดมาต้องเข้าก็เปล่งเสียง
ไพเราะคล้ายดนตรีเครื่อง ๕.
อนึ่ง เสียงมาลัยประดับเศียรที่ถูกลมพัดต้อง
เข้าแล้ว ก็กังวานไพเราะคล้ายกับเสียงดนตรีเครื่อง ๕
แม้กลิ่นดอกไม้ที่ท่านสอดแซมไว้บนผมก็มีกลิ่นหอม-
หวน น่าชื่นใจ ฟุ้งไปทั่วทุกทิศ ดุจไม้สวรรค์ฉะนั้น
๔๘/๓๘/๓๒๔

นางยักษิณีรู้ฝนมากฝนน้อย
พระศาสดา ได้ตรัสกะหญิงนั้นว่า “เจ้าจงให้บุตรของเจ้าแก่นาง
ยักษิณีเถิด.”
ญ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์กลัว.
ศ. เจ้าอย่ากลัวเลย, อันตรายย่อมไม่มีแก่เจ้า เพราะอาศัยนาง
ยักษิณีนี้.
นางได้ให้บุตรแก่นางยักษิณีนั้นแล้ว. นางยักษิณีนั้นอุ้มทารกนั้น
จูบกอดแล้ว คืนให้แก่มารดาอีก ก็เริ่มร้องไห้.
ลำดับนั้น พระศาสดา ตรัสถามนางยักษิณีนั้นว่า “อะไรนั่น ?”
นางยักษิณีนั้นกราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อก่อน
ข้าพระองค์ แม้สำเร็จการเลี้ยงชีพด้วยไม่เลือกทาง ยังไม่ได้อาหารพอ
เต็มท้อง, บัดนี้ ข้าพระองค์จะเลี้ยงชีพได้อย่างไร.”
ลำดับนั้น พระศาสดา ตรัสปลอบนางยักษิณีนั้นว่า “เจ้าอย่า
วิตกเลย” ดังนี้แล้ว ตรัสกะหญิงนั้นว่า “เจ้าจงนำนางยักษิณีไปให้
อยู่ในเรือนของตนแล้ว จงปฏิบัติด้วยข้าวต้มและข้าวสวยอย่างดี.” หญิง
นั้นนำนางยักษิณีไปแล้ว ให้พักอยู่ในโรงกระเดื่อง ได้ปฏิบัติด้วยข้าวต้ม
และข้าวสวยอย่างดีแล้ว. ในเวลาซ้อมข้าวเปลือก สากปรากฏแก่นาง
ยักษิณีนั้นดุจต่อยศีรษะ. เขาจึงเรียกนางกุลธิดาผู้สหายมาแล้ว พูดว่า
“ฉันจักไม่อาจอยู่ในที่นี้ได้ ขอท่านจงให้ฉันพักอยู่ในที่อื่นเถิด” แม้
อันหญิงสหายนั้นให้พักอยู่ในที่เหล่านี้ คือในโรงสาก ข้างตุ่มน้ำ ริม
เตาไฟ ริมชายคา ริมกองอาทิผิด สระหยากเยื่อ ริมประตูบ้าน, (นาง) ก็กล่าวว่า
“ในโรงสากนี้ สากย่อมปรากฏดุจต่อยศีรษะฉันอยู่, ที่ข้างตุ่มน้ำนี้ พวก
๔๐/๑๑/๗๕

ที่ชื่อว่า ปริยาย ได้แก่ คำมีอาทิว่า บัณฑิตควรให้ปลูกต้นไม้
ทั้งหลาย มีต้นไม้ดอกเป็นต้น จะเป็นไปเพื่อประโยชน์ต่อกาลไม่นานนัก.
ที่ชื่อว่า โอภาส ได้แก่ การยืนถือจอบและเสียมเป็นต้น และ
กอไม้ดอกทั้งหลายอยู่. จริงอยู่ พวกสามเณรเป็นต้น เห็นพระเถระยืนอยู่
อย่างนั้น รู้ว่า พระเถระประสงค์จะใช้ให้ทำ แล้วจะมาทำให้.
ที่ชื่อว่า นิมิตกรรม ได้แก่ การนำจอบ เสียม มีด ขวาน
และภาชนะน้ำมาวางไว้ในที่ใกล้อาทิผิด สระ ๆ.
ลักษณะทั้ง ๕ ประการนี้ ย่อมไม่ควรในการปลูกอาทิผิด สระ เพื่อประโยชน์
แก่การสงเคราะห์ตระกูล. เพื่อประโยชน์แก่การบริโภคผล กิจ ๒ อย่าง คือ
อกัปปิยโวหารและกัปปิยโวหาร เท่านั้น ไม่ควร. กิจ ๓ อย่างนอกนี้
ควรอยู่. แต่ในมหาปัจจรีท่านกล่าวว่า แม้กัปปิยโวหาร ก็ควร. และการ
ปลูกใด ย่อมควรเพื่อประโยชน์แก่การบริโภคของตน, การปลูกนั้น
ก็ควรเพื่อประโยชน์แก่บุคคลอื่น แก่สงฆ์ หรือแก่เจดีย์ด้วย. แต่การใช้
ให้ปลูก เพื่อต้องการอาราม เพื่อต้องการป่า และเพื่อต้องการร่มเงา
เพียงเป็นอกัปปิยโวหารอย่างเดียว ไม่สมควร. ที่เหลือ ควรอยู่. และ
มิใช่จะควรแต่กิจที่เหลืออย่างเดียว ก็หามิได้, แม้การทำเหมืองให้ตรงก็ดี
การรดน้ำที่เป็นกัปปิยะก็ดี การทำห้องอาบน้ำแล้วอาบเองก็ดี และการ
เทน้ำล้างมือ ล้างเท้าและล้างหน้าลงในที่ปลูกต้นไม้นั้นก็ดี อย่างใด
อย่างหนึ่ง สมควรอยู่. แต่ในมหาปัจจรี และในกุรุนที ท่านกล่าวว่า
แม้จะปลูกเอง ในกัปปิยปฐพี ก็ควร. ถึงแม้จะบริโภคผลไม้ที่ปลูกเอง
หรือใช้ปลูกเพื่อประโยชน์แก่อารามเป็นต้น ก็ควร. ในการเก็บเอง และ
ในเพราะการใช้ให้เก็บผลไม้ แม้ตามปกติก็เป็นปาจิตตีย์. แต่ (ในการเก็บ
๓/๖๓๐/๖๓๔

๓๓. เรื่องพระโชติกเถระ [๒๙๖]
ข้อความเบื้องต้น
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเวฬุวัน ทรงปรารภพระโชติก-
เถระ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า “ โยธ ตณฺหํ ” เป็นต้น.
บุรพกรรมของสองพี่น้อง
อนุปุพพีกถาในเรื่องนั้น ดังต่อไปนี้ :-
ได้ยินว่า ในอดีตกาล กุฎุมพี ๒ คนพี่น้องในกรุงพาราณสียังชน
ให้ทำไร่อ้อยไว้เป็นอันมาก.
ต่อมาวันหนึ่ง น้องชายไปยังไร่อ้อย คิดว่า “ เราจักให้อ้อยลำหนึ่ง
แก่พี่ชาย ลำหนึ่งจักเป็นของเรา ” แล้ว ผูกลำอ้อยทั้งสองลำในที่ ๆ ตัด
แล้ว เพื่อต้องการไม่ให้รสไหลออก ถือเอาแล้ว.
ได้ยินว่า ในครั้งนั้น กิจด้วยการหีบอ้อยด้วยเครื่องยนต์ ไม่มี
ในเวลาอ้อยลำที่เขาตัดที่ปลายหรือที่โคนแล้วยกขึ้น รส (อ้อย) ย่อมไหล
ออกเองทีเดียว เหมือนน้ำไหลออกจากธมกรกฉะนั้น. ก็ในเวลาที่เขาถือ
เอาลำอ้อยจากไร่เดินมา พระปัจเจกพุทธเจ้าที่ภูเขาคันธมาทน์ออกจาก
สมาบัติแล้ว ใคร่ครวญว่า “ วันนี้ เราจักทำการอนุเคราะห์แก่ใครหนอ
แล ? ” เห็นเขาเข้าไปในข่ายคือญาณของตน และทราบความที่เขาเป็นผู้
สามารถเพื่อจะทำการสงเคราะห์ได้ จึงถือบาตรและจีวรแล้ว มาด้วยฤทธิ์
ได้ยืนอยู่ข้างหน้าของเขา.
น้องชายอาทิผิด อักขระถวายอ้อยแก่พระปัจเจกพุทธเจ้า
เขาพอเห็นพระปัจเจกพุทธเจ้านั้น ก็มีจิตเลื่อมใส จึงลาดผ้าห่ม
๔๓/๓๖/๕๑๙
๒. ปุริสสูตร
[๓๒๘] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ :-
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อาราม
แห่งท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี.
ครั้งนั้น พระเจ้าปเสนทิโกศลเสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่
ประทับ ครั้นแล้วจึงทรงถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วประทับนั่ง ณ
ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง.
พระเจ้าปเสนทิโกศลประทับนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้วแล ได้ทูล
พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรมกี่อาทิผิด อย่างเมื่อบังเกิดขึ้นใน
ภายในของบุคคล ย่อมบังเกิดขึ้นเพื่อความไม่เป็นประโยชน์ เพื่อความทุกข์
เพื่อความอยู่ไม่สบาย.
[๓๒๙] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า ดูก่อนมหาบพิตร ธรรม ๓
อย่าง เมื่อบังเกิดขึ้นในภายในของบุรุษ ย่อมบังเกิดขึ้นเพื่อความไม่เป็น
ประโยชน์ เพื่อความทุกข์ เพื่อความอยู่ไม่สบาย ธรรม ๓ อย่างเป็นไฉน
ธรรม ๓ อย่าง คือ.
๑. โลภะ
๒. โทสะ
๓. โมหะ
๒๔/๓๒๘/๔๒๐

และอุบายเครื่องสลัดออกแห่งลาภสักการะและความสรรเสริญ ย่อมกระทำ
ให้แจ้งด้วยปัญญาอันรู้ยิ่งเอง แล้วเข้าถึงอยู่.
จบทุติยสมณพราหมณอาทิผิด สระสูตร
๗. ตติยสมณพราหมณอาทิผิด สระสูตร
ว่าด้วยสมณพราหมณ์ไม่ทราบถึงความยินดีและโทษ
แห่งลาภสักการะ
[๕๗๖] พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อาราม
ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี. ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้า. . .ได้ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ลาภสักการะและความสรร-
เสริญ ทารุณ เผ็ดร้อน หยาบคาย เป็นอันตรายแก่การบรรลุธรรมอัน
เกษมจากโยคะ ซึ่งไม่มีธรรมอื่นยิ่งไปกว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมณะ
หรือพราหมณ์บางพวกย่อมไม่ทราบชัดซึ่งลาภสักการะและความสรรเสริญ
เหตุเกิดแห่งลาภสักการะและความสรรเสริญ ความดับแห่งลาภสักการะ
และความสรรเสริญ และปฏิปทาเครื่องให้ถึงความดับแห่งลาภสักการะและ
ความสรรเสริญ บางพวกย่อมทราบชัดตามอาทิผิด อักขระความเป็นจริงซึ่งลาภสักการะ
และความสรรเสริญ เหตุเกิดแห่งลาภสักการะและความสรรเสริญ ความดับ
แห่งลาภสักการะและความสรรเสริญ และปฏิปทาเครื่องให้ถึงความดับแห่ง
ลาภสักการะและความสรรเสริญ ย่อมกระทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันรู้ยิ่งเอง
แล้วเข้าถึงอยู่.
จบตติยสมณพราหมณสูตรที่ ๗
๒๖/๕๗๖/๖๖๗
อทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัย เป็นทุกข์ เธอพึง
ละความพอใจในสิ่งนั้นเสีย ฯลฯ ใจเป็นทุกข์ ธรรมารมณ์ มโนวิญญาณ
มโนสัมผัส สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะ
มโนสัมผัสเป็นปัจจัย เป็นทุกข์ เธอพึงละความพอใจในสิ่งนั้นเสีย ดูก่อน
ราธะ สิ่งใดแลเป็นทุกข์ เธอพึงละความพอใจในสิ่งนั้นเสีย.
จบ ทุติยราธสูตรที่ ๔
๕. ตติยราธสูตร
ว่าด้วยทรงแสดงอนัตตาธรรมแก่ราธภิกษุ
[๙๔] ดูก่อนราธะ สภาพใดแลไม่ใช่ตัวตน เธออาทิผิด อักขระพึงละความ
พอใจในสภาพนั้นเสีย อะไรเล่าไม่ใช่ตัวตน จักษุแลไม่ใช่ตัวตน เธอพึงละ
ความพอใจในจักษุนั้นเสีย รูป จักษุวิญญาณ จักษุสัมผัส ฯลฯ ใจ
ธรรมารมณ์ มโนวิญญาณ มโนสัมผัส สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรือ
อทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย ไม่ใช่ตัวตน เธอ
พึงละความพอใจในสภาพนั้นเสีย ดูก่อนราธะ สภาพใดแลไม่ใช่ตัวตน
เธอพึงละความพอใจในสภาพนั้นเสีย.
จบ ตติยราธสูตรที่ ๕
๒๘/๙๔/๙๓

อรหันตวรรคที่ ๒
๑. อุปาทิยสูตร
ว่าด้วยการถูกมารผูกมัดเพราะถือมั่น
[๑๓๘] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน
อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี ครั้งนั้นแล ภิกษุรูปหนึ่ง
เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทแล้วนั่ง ณ ที่ควร
ส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอ
พระผู้มีพระภาคเจ้าโปรดประทานพระวโรกาสแสดงพระธรรมเทศนา
โดยสังเขปแก่ข้าพระองค์ ที่ข้าพระองค์ได้สดับแล้ว เป็นผู้ผู้เดียว
หลีกออกจากหมู่ ไม่ประมาท มีความเพียร มีใจมั่นคงอยู่เถิด.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ เมื่อบุคคลยัง
ถูกตัณหามานะทิฏฐิยึดไว้ ก็ต้องถูกมารมัดไว้ เมื่อไม่ถูกยึด จึงหลุดพ้น
จากมาร.
ภิ. ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพระองค์ทราบแล้ว ข้าแต่
พระสุคต ข้าพระองค์ทราบแล้ว.
พ. ดูก่อนภิกษุ ก็เธอรู้ซึ้งถึงอรรถแห่งคำที่กล่าวแล้วอย่างย่อ
โดยพิสดารได้อย่างไรเล่า.
ภิ. ข้าแต่พระองค์ผู้อาทิผิด เจริญ เมื่อบุคคลยังยึดรูป เวทนา สัญญา
สังขาร และวิญญาณมั่นอยู่ ก็ต้องถูกมารมัดไว้ เมื่อไม่ยึดมั่นจึง
หลุดพ้นจากมาร ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์รู้ซึ้งถึงอรรถ
๒๗/๑๓๘/๑๔๘

ภวัคคพรหมถึงอเวจีเป็นที่สุด เราเป็นผู้เลิศกว่าสัตว์ประเภทไม่มีเท้าและสัตว์
สองเท้าเป็นต้น ไม่มีใครเปรียบกับเราได้ด้วยศีล ฯลฯ หรือวิมุตติญาณทัสสนะ
เราเป็นธรรมราชาชั้นเยี่ยมอย่างนี้ ยังจักรให้เป็นไปโดยธรรม คือโพธิปักขิย-
ธรรมอันมีสติปัฏฐานสี่เป็นต้นอย่างยอดทีเดียว เรายังอาณาจักรให้เป็นไป
โดยนัยมีอาทิว่า พวกท่านจงละสิ่งนี้ จงเข้าถึงสิ่งนี้ดังนี้ หรือยังธรรมจักรให้
เป็นไปโดยปริยัติธรรมมีอาทิว่า อิทํ โข ปน ภิกฺขเว ทุกฺขํ อริยสจฺจํ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ทุกข์นี้แลเป็นอริยสัจ ดังนี้. บทว่า จกฺกํ อปฺปฏิวตฺติยํ
ความว่า เรายังจักรที่สมณะก็ดี พราหมณ์ก็ดี เทวดาก็ดี มารก็ดี พรหมก็ดี
ใคร ๆ ก็ดี ในโลกให้เป็นไปไม่ได้ ให้เป็นไปโดยธรรม.
เสลพราหมณ์เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำพระองค์ให้แจ่มแจ้งอย่างนี้
แล้ว จึงเกิดปีติโสมนัส เพื่อทำให้มั่นยิ่งขึ้นจึงกล่าวคาถาที่สองว่า สมฺพุทฺโธ
ปฏิชานาสิ พระองค์ทรงปฏิญาณอาทิผิด อักขระว่าเป็นพระสัมมาสัมพุทธะ ดังนี้.
ในบทเหล่านั้น บทว่า โก นุ เสนาปติ เสลพราหมณ์ทูลถามว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ใครเป็นเสนาบดี ยังธรรมจักรที่เป็นไปแล้ว โดยธรรม
ของพระธรรมราชาให้เป็นไปตามได้. สมัยนั้นท่านพระสารีบุตรนั่งอยู่ ณ ข้าง
เบื้องขวาของพระผู้มีพระภาคเจ้างดงามด้วยสิริดุจก้อนทอง. พระผู้มีพระภาคเจ้า
เมื่อจะทรงแสดงกะเสลพราหมณ์จึงตรัสคาถาว่า มยา ปวตฺติตํ ยังธรรมจักร
อันเราให้เป็นไปแล้ว.
ในบทเหล่านั้น บทว่า อนุชาโต ตถาคตํ พระสารีบุตรผู้เกิดตาม
ตถาคต ความว่า พระสารีบุตรผู้เกิดตาม เพราะเหตุตถาคต คือเกิดเพราะ
ตถาคตเป็นเหตุ.
๔๗/๓๗๙/๕๕๐

บทว่า พุทฺธเววจนานิ วา ได้แก่ พระนามโดยปริยายแห่งพระ-
พุทธเจ้า ฯลฯ หรือนามโดยปริยายแห่งผู้มิใช่เชื้อสายพระศากยบุตร.
บรรดาพระนามที่เป็นไวพจน์แห่งพระพุทธเจ้าเป็นต้นเหล่านั้น พระ-
นามตั้งพันมาแล้วในวรรณปัฏฐาน¹ พระนามร้อยหนึ่งมาแล้วในอุบาลีคาถา²
และพระนามอย่างอื่นที่ได้อยู่โดยพระคุณ พึงทราบว่า เป็นไวพจน์แห่งพระ-
พุทธเจ้า. ชื่อแห่งพระธรรมแม้ทั้งหมด พึงทราบว่า เป็นไวพจน์แห่งพระธรรม.
ในไวพจน์แห่งพระสงฆ์เป็นต้นทั้งหมด ก็นัยนั่น.
[การบอกลาสิกขาระบุพระนามที่เป็นไวพจน์ของพระพุทธเจ้า]
ก็ในพระนามที่เป็นไวพจน์แห่งพระพุทธเจ้าเป็นต้นนี้ มีโยชนาดังต่อ
ไปนี้:-
การบอกลาด้วยคำว่า พุทฺธํ ปจฺจกฺขามิ ไม่ใช่เป็นการบอกลาด้วย
ไวพจน์ตามที่กล่าวเลย. การบอกลาเป็นต้นอย่างนี้ คือ:-
สมฺมาสมฺพุทฺธํ ปจฺจกฺขามิ ข้าพเจ้าบอกคืนพระพุทธเจ้า
ผู้ตรัสรู้ชอบด้วยพระองค์เอง.
อนนฺตพุทฺธึ “ ข้าพเจ้าบอกคืนพระพุทธเจ้า ผู้มี
ความตรัสรู้ไม่มีที่สุด.”
อโนมพุทฺธึ “ ข้าพเจ้าบอกคืนพระพุทธเจ้าผู้มี
ความตรัสรู้ไม่ต่ำทราม.”
โพธิปฺปญฺญาณํอาทิผิด สระ “ ข้าพเจ้าบอกคืนพระพุทธเจ้าผู้มี
ความตรัสรู้เป็นเครื่องปรากฏ.”
¹วรรณปัฏฐาน เป็นคัมภีร์แสดงพุทธคุณฝ่ายมหาสังฆิก พวกมหายาน. ²อุบาลีวาทสูตร ม.ม. ๑๓/๑๗-๘.
๑/๗๘/๗๙๒

เรื่องพ่อค้า
[๔๙๕] ก็โดยสมัยนั้นแล พ่อค้าเกวียนพวกหนึ่งประสงค์จะเดินทาง
ไปยังถิ่นตะวันตก จากพระนครราชคฤห์ ภิกษุผู้เที่ยวบิณฑบาตรูปหนึ่ง ได้
เข้าไปบิณฑบาตถึงพวกพ่อค้าเกวียนหมู่นั้น อุบาสกอาทิผิด อักขระคนหนึ่งได้สั่งให้ถวายข้าว
สัตตุแก่ภิกษุนั้น ๆ ออกไปแล้วได้บอกแก่ภิกษุรูปอื่น อุบาสกอาทิผิด อักขระก็ได้สั่งให้ถวาย
ข้าวสัตตุแม้แก่ภิกษุรูปนั้น ๆ ออกไปแล้ว ได้บอกแก่ภิกษุรูปอื่น อุบาสกอาทิผิด อักขระก็ได้
สั่งให้ถวายข้าวสัตตุแม้แก่ภิกษุรูปนั้น เสบียงตามที่เขาได้จัดเตรียมไว้ได้หมด
สิ้นแล้ว จึงอุบาสกนั้นได้บอกแก่คนพวกนั้นว่า วันนี้ท่านทั้งหลายจงรอก่อน
เพราะเสบียงตามที่เราได้จัดเตรียมไว้ได้ถวายพระคุณเจ้าทั้งหลายไปหมดแล้ว
ข้าพเจ้าจักจัดเตรียมเสบียงก่อน.
คนพวกนั้น กล่าวว่า พวกกระผมไม่สามารถจะคอยได้ ขอรับ เพราะ
พวกพ่อค้าเกวียนเริ่มเดินทางแล้ว ดังนี้ แล้วได้พากันไป
เมื่ออุบาสกนั้นตระเตรียมเสบียงเสร็จแล้ว เดินทางไปภายหลัง พวก
โจรได้แย่งชิง
ประชาชนพากัน เพ่งโทษติเตียนโพนทะนาว่า ไฉน พระสมณะ
เชื้อสายพระศากยบุตรจึงได้รับอย่างไม่รู้ประมาณ อุบาสกอาทิผิด อักขระนี้ถวายเสบียงแก่พระ-
สมณะเหล่านี้แล้ว จึงเดินทางไปภายหลังได้ถูกพวกโจรแย่งชิง
ภิกษุทั้งหลายได้ยินประชาชนเพ่งโทษติเตียนโพนทะนาอยู่. . .จึงกราบ
ทูลเนื้อความนั้น แด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงบัญญัติสิกขาบท
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงทำธรรมีกถา ในเพราะเหตุเป็น
เค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะ
๔/๔๙๕/๔๙๑

ภาคเจ้าทรงรับอาราธนาด้วยดุษณีภาพ ครั้นเมณฑกะคหบดีทราบการรับ
อาราธนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ลุกจากที่นั่ง ถวายบังคมทำประทักษิณ
กลับไปแล้วสั่งให้ตกแต่งของเคี้ยวของฉันอันประณีตโดยผ่านราตรีนั้น แล้วให้
เจ้าหน้าที่ไปกราบทูลภัตกาลแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ถึงเวลาแล้ว พระพุทธ
เจ้าข้า ภัตตาหารอาทิผิด อักขระเสร็จแล้ว.
ครั้นเวลาเช้า พระผู้มีพระภาคอาทิผิด เจ้าทรงครองอันตรวาสก ถือบาตรจีวร
เสด็จพระพุทธดำเนินเข้าไปทางนิเวศน์ของเมณฑกะคหบดี ครั้นถึงแล้วประทับ
นั่งเหนือพุทธอาสน์ที่จัดไว้ พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์.
ขณะนั้น ภรรยา บุตร สะใภ้ และทาส ของเมณฑกะคหบดีได้
เข้าอาทิผิด อักขระเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ถวายบังคมแล้วนั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง พระ
ผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงอนุปุพพิกถาแก่เขาทั้งหลาย คือ ทรงประกาศทานกถา
สีลกถา สัคคกถา ซึ่งโทษแห่งกามอันต่ำทรามอันเศร้าหมอง และอานิสงส์
ในความออกจากกาม เมื่อพระองค์ทรงทราบว่า ชนเหล่านั้นมีจิตคล่อง มีจิต
อ่อน มีจิตปลอดจากนิวรณ์ มีจิตเบิกบาน มีจิตผ่องใสแล้ว จึงทรงประกาศ
พระธรรมเทศนาที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงยกขึ้นแสดงด้วยพระองค์เอง คือ
ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ดวงตาเห็นธรรมปราศจากธุลี ปราศจากมลทิน
ได้เกิดแก่เขาทั้งหลาย ณ สถานที่นั่งนั้นแลว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็น
ธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลมีความดับเป็นธรรมดา ดุจผ้าที่สะอาดปราศจากมลทิน
ควรรับน้ำย้อมด้วยดีฉะนั้น.
ครั้นชนเหล่านั้นเห็นธรรมแล้ว บรรลุธรรมแล้ว รู้ธรรมแจ่มแจ้ง
แล้ว หยั่งลงสู่ธรรมแล้ว ข้ามความสงสัยได้แล้ว ปราศจากถ้อยคำแสดงความ
สงสัยแล้ว ถึงความเป็นผู้องอาจ ไม่ต้องเชื่อผู้อื่นในคำสอนของพระศาสดา
๗/๘๔/๑๔๕
[๒๐๖ ] พราหมณ์เหล่าใด ระลึกถึงธรรมของพราหมณ์
เก่า ๆ พราหมณ์เหล่านั้นเป็นผู้สูงสุดโดยศีลมา
ก่อน ทวารทั้งหลายย่อมเป็นอันพราหมณ์เหล่านั้น
คุ้มครองแล้ว รักษาดีแล้ว เพราะครอบงำความ
โกรธเสียได้ พราหมณ์เหล่าใด ระลึกถึงธรรมของ
พราหมณ์เก่าได้ พราหมณ์เหล่านั้นเป็นผู้ประพฤติ
ในธรรม ( กุศลกรรมบถ ) และในฌาน พราหมณ์
เหล่าใดละเลยธรรมเหล่านี้เสีย เป็นผู้เมาด้วยโคตร
เป็นผู้ถูกความโกรธครอบงำแล้ว มีอาชญาในตน
มากมาย ประพฤติผิดในสัตว์ทั้งหลาย ทั้งที่มีใจ
หวาดสะดุ้งและมั่นคง จึงประพฤติไม่เรียบร้อย การ
สมาทานวัตรทั้งปวง คือ การไม่กิน การนอนบน
พื้นดิน การอาบน้ำในเวลาเช้า และพระเวท ๓
ของบุคคลผู้ไม่คุ้มครองทวาร เป็นการเปล่าผล
เหมือนทรัพย์เครื่องปลื้มใจอันบุรุษได้แล้วในความ
ฝันฉะนั้น บริขารภัณฑ์เหล่านี้ คือ หนังเสือหยาบๆ
ชฎาอาทิผิด สระ เหงือก มนต์ ศีลพรต ตบะ การล่อลวง
ไม้อาทิผิด อาณัติกะเท้าคด ๆ และการเอาน้ำลูบหน้าเป็นวรรณะของ
พวกพราหมณ์ การภาวนาเห็นแก่อามิส พวก
พราหมณ์ก็ทำกันแล้ว ส่วนจิตอันตั้งมั่นดีแล้ว อัน
ผ่องใส ไม่ขุ่นมัว ไม่เหี้ยมโหดในสัตว์ทั้งปวง
ข้อนั้นเป็นทางถึงพรหม.
๒๘/๒๐๖/๒๔๕

ชื่อว่าที่แคบในจตุตถอาทิผิด อักขระฌานนั้น รูปสัญญายังไม่ดับไปในจตุตถฌาน
นั้น นี้ชื่อว่าที่แคบในจตุตถฌานนี้.
อีกประการหนึ่ง ภิกษุ...บรรลุอากาสานัญจายตนฌาน...
ดูก่อนอาวุโส โดยปริยายแม้เพียงเท่านี้แล พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสการบรรลุโอกาสในที่แคบอาทิผิด เมื่ออากาสานัญจายตนฌานนั้นมีอยู่
ที่แคบก็มีอยู่ อะไรชื่อว่าที่แคบในอากาสานัญจายตนฌาน อากา-
สานัญจายตนสัญญายังไม่ดับไปในอากาสานัญจายตนฌานนั้น
นี้ชื่อว่า แคบในอากาสานัญจายตนฌานนี้.
อีกประการหนึ่ง ภิกษุ... บรรลุวิญญาณัญจายตนฌาน...
ดูก่อนอาวุโส โดยปริยายแม้เพียงเท่านี้แล พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส
การบรรลุโอกาสในที่แคบ แม้เมื่อวิญญาณัญจายตนฌานนั้นมีอยู่
ที่แคบก็มีอยู่ อะไรชื่อว่าที่แคบในวิญญาณัญจายตนฌานนั้น
วิญญาณัญจายตนสัญญา ยังไม่ดับไปในวิญญาณัญจายตนฌาน
นั้น นี้ชื่อว่าที่แคบในวิญญาณัญจายตนอาทิผิด อักขระฌานนี้.
อีกประการหนึ่ง ภิกษุ... บรรลุอากิญจัญญายตนฌาน...
ดูก่อนอาวุโส โดยปริยายแม้เพียงเท่านี้แล พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสการบรรลุโอกาสในที่แคบ แม้เมื่ออากิญจัญญายตนฌานนั้น
มีอยู่ ที่แคบก็มีอยู่ อะไรอาทิผิด สระชื่อว่าที่แคบในอากิญจัญญายตนฌานนั้น
อากิญจัญญายตนสัญญา ยังไม่ดับไปในอากิญจัญญายตนฌานนั้น
นี้ชื่อว่าที่แคบในอากิญจัญญายตนฌานนี้.
อีกประการหนึ่ง ภิกษุ... บรรลุเนวสัญญานาสัญญายตน-
ฌาน... ดูก่อนอาวุโส โดยปริยายนี้แม้เพียงเท่านี้แล พระผู้มีพระ-
๓๗/๒๔๖/๘๘๗