วันอังคาร, มิถุนายน 30, 2569

Kasin

 
ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับแล้วในโลกนี้ มิได้เห็นพระอริยเจ้า ไม่ฉลาดใน
ธรรมของพระอริยเจ้า ไม่ได้รับแนะนำในธรรมของพระอริยเจ้า ไม่ได้เห็น
สัปบุรุษไม่ฉลาดในธรรมของสัปบุรุษ ไม่ได้รับแนะนำในธรรมของสัปบุรุษ
ย่อมเห็นรูปโดยความเป็นตนบ้าง เห็นตนว่ามีรูปบ้าง เห็นรูปในตนบ้าง เห็น
ตนในรูปบ้าง ย่อมเห็นเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ โดยความเป็นตน
บ้าง เห็นตนว่ามีวิญญาณบ้าง เห็นตนในวิญญาณบ้าง เห็นวิญญาณในตนบ้าง.
ปุถุชนย่อมเห็นรูปโดยความเป็นตนอย่างไร ?
บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมเห็นปฐวีกสิณอาทิผิด อักขระ ฯลฯ โอทาตกสิณโดยความ
เป็นตน คือ ย่อมเห็นโอทาตกสิณและตนไม่เป็นสองว่า โอทาตกสิณอันใด
เราก็อันนั้น เราอันใด โอทาตกสิณก็อันนั้น เปรียบเหมือนประทีปน้ำมัน
ลุกโพลงอยู่ ฯลฯ ฉันใด บุคคลบางคนในโลกนี้ก็ฉันนั้น เหมือนกัน ย่อมเห็น
โอทาตกสิณโดยความเป็นตน ทิฏฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิด ฯลฯ
นี้เป็นสักกายทิฏฐิมีรูปเป็นวัตถุที่ ๑ สักกายทิฏฐิเป็นมิจฉาทิฏฐิ ฯลฯ เหล่านี้
เป็นสังโยชน์ แต่มิใช่ทิฏฐิ ปุถุชนย่อมเห็นรูปโดยความเป็นตนอย่างนี้ ฯลฯ
สักกายทิฏฐิมีความถือผิดด้วยอาการ ๒๐ เหล่านี้.
[๓๓๕] สัสสตทิฏฐิมีสักกายทิฏฐิเป็นวัตถุ มีความถือผิดด้วยอาการ
๑๕ เป็นไฉน ?
ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับในโลกนี้ ไม่ได้เห็นพระอริยเจ้า...ไม่ได้รับ
แนะนำในธรรมของสัปบุรุษ ย่อมเห็นตนว่ามีรูปบ้าง เห็นรูปในตนบ้าง เห็น
ตนในรูปบ้าง เห็นตนว่ามีเวทนาบ้าง เห็นตนว่ามีสัญญาบ้าง เห็นตนว่ามี
สังขารบ้าง เห็นตนว่ามีวิญญาณบ้าง เห็นวิญญาณในตนบ้าง เห็นตนใน
วิญญาณบ้าง.
 
๖๙/๓๓๕/๑๙

วันจันทร์, มิถุนายน 29, 2569

Naathipati

 
๓. นเหตุธรรม อาศัยเหตุธรรม และนเหตุธรรม เกิดขึ้น
เพราะนอารัมมณปัจจัย
คือ จิตตสมุฏฐานรูป อาศัยเหตุธรรม และขันธ์ทั้งหลายที่เป็นนเหตุ-
ธรรม.
ในปฏิสนธิขณะ ฯลฯ
๓. นอธิปติปัจจัย ฯลฯ ๗. นอุปนิสสยปัจจัย
เพราะนอธิปติอาทิผิด ปัจจัย พึงกระทำให้บริบูรณ์.
เพราะนอนันตรปัจจัย เพราะนสมนันตรปัจจัย เพราะนอัญญ-
มัญญปัจจัย เพราะนอุปนิสสยปัจจัย

๘. นปุเรชาตปัจจัย
[๖] ๑. เหตุธรรม อาศัยเหตุธรรม เกิดขึ้น เพราะนปุเรชาต
ปัจจัย
คือ ในอรูปภูมิ อโทสะ อโมหะ อาศัยอโลภะ.
พึงผูกจักรนัย
โมหะ อาศัยโลภะ, โลภะ อาศัยโมหะ ฯลฯ.
ในปฏิสนธิขณะ ฯลฯ
๒. นเหตุธรรม อาศัยเหตุธรรม เกิดขึ้น เพราะนปุเรชาต-
ปัจจัย
 
๘๘/๖/๗

วันอาทิตย์, มิถุนายน 28, 2569

Mai

 
มี ๒ อย่าง คือที่เป็น อารัมมณปุเรชาตะ และ วัตถุปุเรชาตะ
ที่เป็น อารัมมณปุเรชาตะ ได้แก่
บุคคลพิจารณาเห็นจักษุ ฯลฯ หทยวัตถุ โดยความเป็นของไม่อาทิผิด เที่ยง
ฯลฯ โทมนัส ย่อมเกิดขึ้น.
บุคคลเห็นรูปด้วยทิพยจักษุ ฟังเสียงด้วยทิพโสตธาตุ.
รูปายตนะ เป็นปัจจัยแก่จักขุวิญญาณ ฯลฯ โผฏฐัพพายตนะ เป็น
ปัจจัยแก่ กายวิญญาณ ด้วยอำนาจของปุเรชาตปัจจัย.
ที่เป็น วัตถุปุเรชาตะ ได้แก่
จักขายตนะ เป็นปัจจัยแก่จักขุวิญญาณ ฯลฯ กายายตนะ เป็นปัจจัย
แก่กายวิญญาณ.
หทยวัตถุ เป็นปัจจัยแก่ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นปัจจุปันนธรรม ด้วยอำนาจ
ของปุเรชาตปัจจัย.

๑๑. ปัจฉาชาตปัจจัย
[๑๙๓๑] ๑. ปัจจุปปันนธรรม เป็นปัจจัยแก่ปัจจุปันนธรรม
ด้วยอำนาจของปัจฉาชาตปัจจัย
คือ ขันธ์ทั้งหลายที่เป็นปัจจุปปันนธรรมที่ เกิดภายหลัง เป็นปัจจัยแก่
กายนี้ ที่เกิดก่อน ด้วยอำนาจของปัจฉาชาตปัจจัย.

๑๒. อาเสวนปัจจัย
[๑๙๓๒] ๑. อตีตธรรม เป็นปัจจัยแก่ปัจจุปปันนธรรม ด้วย
อำนาจของอาเสวนปัจจัย
 
๘๗/๑๙๓๐/๖๐๔

วันเสาร์, มิถุนายน 27, 2569

Patchai

 
ศรัทธาที่เป็นอวิตักกวิจารมัตตธรรม ฯลฯ ศีล สุตะ จาคะ ปัญญา
และวิจาร เป็นปัจจัยแก่ศรัทธาที่เป็นอวิตักกวิจารมัตตธรรม แก่ศีล สุตะ
จาคะ ปัญญา และวิจาร ด้วยอำนาจของอุปนิสสยปัจจัย.
[๒๙๒] ๒๐. อวิตักกวิจารมัตตธรรม และอวิตักกอวิจารธรรม
เป็นปัจจัยแก่สวิตักกสวิจารธรรม และอวิตักกวิจารมัตตธรรม ด้วย
อำนาจของอุปนิสสยปัจจัย
มี ๓ อย่าง คือที่เป็น อารัมมณูปนิสสยะ อนันตรูปนิสสยะ และ
ปกตูปนิสสยะ
ที่เป็น ปกตูปนิสสยะ ได้แก่
ศรัทธาที่เป็นอวิตักกวิจารมัตตธรรม ฯลฯ ศีล สุตะ จาคะ ปัญญา
และวิจาร เป็นปัจจัยแก่ศรัทธาที่เป็นสวิตักกสวิจารธรรม แก่ศีล สุตะ จาคะ
ปัญญา ราคะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ แก่ความปรารถนา และวิตก
ด้วยอำนาจของอุปนิสสยปัจจัย.
[๒๙๓] ๒๑. สวิตักกสวิจารธรรม และอวิตักกวิจารมัตตธรรม
เป็นปัจจัยแก่สวิตักกสวิจารธรรม ด้วยอำนาจของอุปนิสสยปัจจัยอาทิผิด อาณัติกะ
มี ๓ อย่าง คือที่เป็น อารัมมณูปนิสสยะ อนันตรูปนิสสยะ และ
ปกตูปนิสสยะ
ที่เป็น ปกตูปนิสสยะ ได้แก่
 
๘๖/๒๙๓/๔๘๑

วันศุกร์, มิถุนายน 26, 2569

Asewana

 
มี ๓ วาระ ในอุปนิสสยปัจจัย มี ๓ วาระ ในปุเรชาตปัจจัย มี ๓ วาระ
ในอาเสวนอาทิผิด สระปัจจัย มี ๓ วาระ ในกัมมปัจจัย มี ๓ วาระ ในวิปากปัจจัย
มี วาระ ในอาหารปัจจัย มี ๓ วาระ ในอินทริยปัจจัย มี ๓ วาระ
ในฌานปัจจัย มี ๓ วาระ ในมัคคปัจจัย มี ๓ วาระ ในสัมปยุตตปัจจัย
มี ๓ วาระ ในวิปปยุตตปัจจัย มี ๓ วาระ ในอัตถิปัจจัย มี ๓ วาระ
ในนัตถิปัจจัย มี ๓ วาระ ในวิคตปัจจัย มี ๓ วาระ ในอวิคตปัจจัย
มี ๓ วาระ.
[๗๙] เพราะเหตุปัจจัย อารัมมณปัจจัย อธิปติปัจจัย อนันตร-
ปัจจัย สมนันตรปัจจัย สหชาตปัจจัย อัญญมัญญปัจจัย นิสสย-
ปัจจัย อุปนิสสยปัจจัย ปุเรชาตปัจจัย อาเสวนปัจจัย ในกัมมปัจจัย
มี ๓ วาระ ในอาหารปัจจัย มี ๓ วาระ ในอินทริยปัจจัย มี ๓ วาระ
ในฌานปัจจัย มี ๓ วาระ ในมัคคปัจจัย มี ๓ วาระ ในสัมปยุตตปัจจัย
มี ๓ วาระ ในวิปปยุตตปัจจัย มี ๓ วาระ ในอัตถิปัจจัย มี ๓ วาระ
ในนัตถิปัจจัย มี ๓ วาระ ในวิคตปัจจัย มี ๓ วาระ ในอวิคตปัจจัย
มี ๓ วาระ.
[๘๐] เพราะเหตุปัจจัย อารัมมณปัจจัย ฯ ล ฯ อาเสวนปัจจัย
กัมมปัจจัย อาหารปัจจัย อินทริยปัจจัย ฌานปัจจัย มัคคปัจจัย
สัมปยุตตปัจจัย วิปปยุตตปัจจัย อัตถิปัจจัย นัตถิปัจจัย วิคตปัจจัย
ในอวิคตปัจจัย มี ๓ วาระ.
 
๘๕/๗๘/๑๘๔

วันพฤหัสบดี, มิถุนายน 25, 2569

Khao

 
พ. ดูก่อนอานนท์ เราย่อมกำหนดรู้ใจบุคคลบางคนในโลกนี้ด้วยใจ
อย่างนี้ว่า กุศลธรรมก็ดี อกุศลธรรมก็ดี ของบุคคลนี้มีอยู่ สมัยต่อมา
เราย่อมกำหนดรู้ใจบุคคลนั้นด้วยใจอย่างนี้ว่า อกุศลธรรมของบุคคลนี้หายไป
กุศลธรรมปรากฏขึ้นเฉพาะหน้า แต่อกุศลมูลที่เขายังตัดไม่ขาดมีอยู่ เพราะ
อกุศลมูลนั้น อกุศลอื่นของเขาจักปรากฏ ด้วยประการอย่างนี้ บุคคลนี้จักเป็น
ผู้เสื่อมต่อไปเป็นธรรมดา ฉันนั้นเหมือนกัน ดูก่อนอานนท์ ตถาคตกำหนด
รู้ใจบุคคลด้วยใจ กำหนดรู้ญาณเป็นเครื่องทราบอินทรีย์ของบุรุษ กำหนด
รู้ธรรมที่อาศัยกันเกิดขึ้นต่อไปด้วยใจ แม้ด้วยประการฉะนี้.
ดูก่อนอานนท์ อนึ่ง เราย่อมกำหนดรู้ใจบุคคลบางคนในโลกนี้ด้วยใจ
อย่างนี้ว่า กุศลธรรมก็ดี อกุศลธรรมก็ดี ของบุคคลนี้มีอยู่ สมัยต่อมา
เราย่อมกำหนดรู้ใจบุคคลนั้นด้วยใจอย่างนี้ว่า ธรรมขาวของบุคคลนี้ แม้
ประมาณเท่าน้ำที่สลัดออกจากปลายขนทรายไม่มี บุคคลนี้ประกอบด้วยอกุศล
ธรรมฝ่ายดำอย่างเดียว เมื่อตายไปจักเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก
เปรียบเหมือนเมล็ดพืชที่หักเน่า ถูกลมและแดดแผดเผา อันบุคคลปลูก ณ
ที่ดินซึ่งพรวนดีแล้วในนาดี เธอพึงทราบไหมว่า เมล็ดพืชนี้จักไม่ถึงความ
เจริญงอกงามไพบูลย์.
อา. เป็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า.
พ. ดูก่อนอานนท์ เราย่อมกำหนดรู้ใจบุคคลบางคนในโลกนี้ด้วยใจ
อย่างนี้ว่า กุศลธรรมก็ดี อกุศลธรรมก็ดี ของบุคคลนี้มีอยู่ สมัยต่อมา
เราย่อมกำหนดรู้ใจบุคคลนั้น ด้วยใจอย่างนี้ว่า ธรรมขาวอาทิผิด อักขระของบุคคลนี้ แม้
ประมาณเท่าน้ำที่สลัดออกจากปลายขนทรายไม่มี บุคคลนี้ประกอบด้วยอกุศล
ธรรมฝ่ายดำอย่างเดียว เมื่อตายไป จักเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก
ฉันนั้นเหมือนกัน ดูก่อนอานนท์ ตถาคตกำหนดรู้ใจบุคคลด้วยใจ กำหนดรู้
 
๓๖/๓๓๓/๗๖๐

วันพุธ, มิถุนายน 24, 2569

Ko

 
บุคคลที่มีจักขุเกิดได้ แต่เป็นอเหตุกบุคคล กำลังเกิดอยู่ จักขุน-
ทรีย์กำลังเกิด แต่สัทธินทรีย์ ไม่ใช่กำลังเกิดแก่บุคคลเหล่านั้น, บุคคล
ที่มีจักขุเกิดได้ และเป็นอเหตุกบุคคลกำลังเกิดอยู่ จักขุนทรีย์กำลังเกิด
แก่สัทธินทรีย์ก็กำลังเกิดแก่บุคคลเหล่านั้น.
หรือว่า สัทธินทรีย์ กำลังเกิดแก่บุคคลใด, จักขุนทรีย์ก็กำลัง
เกิดแก่บุคคลอาทิผิด นั้น ใช่ไหม ?
บุคคลที่เป็นสเหตุกะ แต่จักขุเกิดไม่ได้ กำลังเกิดอยู่ สัทธิน-
ทรีย์กำลังเกิดแก่บุคคลเหล่านั้น แต่จักขุนทรีย์ไม่ใช่กำลังเกิดแก่บุคคล
เหล่านั้น, บุคคลที่เป็นสเหตุกะ และมีจักขุเกิดได้ กำลังเกิดอยู่
สัทธินทรีย์กำลังเกิด และจักขุนทรีย์ก็กำลังเกิดแก่บุคคลเหล่านั้น.
จบ จักขุนทริยมูละ สัทธินทริยมูลี

จักขุนทริยมูละ ปัญญินทริยมูลี:-
[๔๙๖] จักขุนทรีย์กำลังเกิดแก่บุคคลใด, ปัญญินทรีย์ก็กำลัง
เกิดแก่บุคคลนั้น ใช่ไหม ?
บุคคลที่มีจักขุเกิดได้ แต่เป็นญาณวิปปยุตกำลังเกิดอยู่ จักขุน-
ทรีย์กำลังเกิดแก่บุคคลเหล่านั้น แต่ปัญญินทรีย์ไม่ใช่กำลังเกิดแก่
 
๘๔/๔๙๖/๒๐๓

วันอังคาร, มิถุนายน 23, 2569

Thitthanusai

 
มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย, บุคคลนั้น ย่อมไม่กำหนด
รู้ภวราคานุสัย ฯลฯ อวิชชานุสัย ใช่ไหม ?
ใช่.
ก็หรือว่า บุคคลใด ไม่กำหนดรู้อวิชชานุสัย, บุคคลนั้น ย่อม
ไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย ปฏิฆาอาทิผิด อักขระนุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และ
วิจิกิจฉานุสัย ใช่ไหม ?
บุคคลที่ ๘ ย่อมไม่กำหนดรู้อวิชชานุสัย กามราคานุสัย ปฏิ-
ฆานุสัย มานานุสัย แต่จะไม่ใช่ไม่กำหนดรู้ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉา-
นุสัย บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยอนาคามิมรรค ย่อมไม่กำหนดรู้
อวิชชานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย แต่จะไม่ใช่ไม่
กำหนดรู้กามราคานุสัย และปฏิฆานุสัย บุคคลทั้งหลายที่เหลือ
เว้นบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค ๒ จำพวก และบุคคลที่ ๘
ย่อมไม่กำหนดรู้อวิชชานุสัย และจะไม่กำหนดรู้กามราคานุสัย ปฏิฆา-
นุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย และวิจิกิจฉานุสัย.
จบ กามราคานุสย - ปฏิฆานุสย - มานานุสย - ทิฏฐานุสย -
วิจิกิจฉานุสยมูละ ภวราคานุสยาทิมูลี
กามราคานุสย - ปฏิฆานุสย - มานานุสย - ทิฏฐานุสยอาทิผิด สระ -
วิจิกิจฉานุสยมูล จบ
ปัญจกมูลกะ จบ
 
๘๓/๑๔๖๒/๔๙๙

วันจันทร์, มิถุนายน 22, 2569

Ruppathat

 
ท่านย่อคำว่า อามนฺตา ไว้ทั้งสองส่วน.
ธรรมที่ไม่ชื่อว่าชิวหา ฯ ล ฯ
ธรรมที่ไม่ชื่อว่ากาย, ไม่ชื่อว่ากายธาตุ ใช่ไหม ?
ใช่.
ธรรมที่ไม่ชื่อว่ากายธาตุ, ไม่ชื่อว่ากาย ใช่ไหม ?
เว้นกายธาตุเสียแล้ว กายที่เหลือ ไม่ชื่อว่ากายธาตุ แต่ชื่อว่า
กาย, เว้นกายและกายธาตุเสียแล้ว กายที่เหลือไม่ชื่อว่า กาย และ
ไม่ชื่อว่า กายธาตุ.
ธรรมที่ไม่ชื่อว่ารูป, ไม่ชื่อว่าว่ารูปธาตุ ใช่ไหม ?
ใช่.
ธรรมที่ไม่ชื่อว่ารูปธาตุ, ไม่ชื่อว่ารูป ใช่ไหม ?
เว้นรูปธาตุเสียแล้ว รูปที่เหลือ ไม่ชื่อว่า รูปธาตุอาทิผิด สระ แต่ชื่อว่า
รูป, เว้นรูปและรูปธาตุเสียแล้ว รูปที่เหลือ ไม่ชื่อว่า รูป และไม่
ชื่อว่า รูปธาตุ.
ธรรมที่ไม่ชื่อว่าสัททะ ฯ ล ฯ
ธรรมที่ไม่ชื่อว่าคันธะ, ไม่ชื่อว่าคันธธาตุ ใช่ไหม ?
ใช่.
 
๘๒/๘๐๔/๗๙๕

วันอาทิตย์, มิถุนายน 21, 2569

Khan

 
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
[๑๘๘๘] ส. พระโพธิสัตว์หยั่งลงสู่ความเป็นผู้นอนในครรภ์ เหตุ
กระทำความใคร่ในความเป็นใหญ่ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. พระโพธิสัตว์มีฤทธิ์ หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. พระโพธิสัตว์มีฤทธิ์ หรือ?
ป. ถูกเเล้ว.
ส. พระโพธิสัตว์ได้อบรมอิทธิบาทคือฉันทะหรือ ฯลฯ
ได้อบรมอิทธิบาทคือวิริยะ ฯลฯ อิทธิบาทคือจิตตะ ฯลฯ อิทธิบาทคือ
วิมังสา หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. พระโพธิสัตว์ หยั่งลงสู่ความเป็นผู้นอนในครรภ์ เหตุ
กระทำความใคร่ในความเป็นใหญ่ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. คำว่า พระโพธิสัตว์หยั่งลงสู่ความเป็นผู้นอนในครรภ์
เหตุกระทำความใคร่ในความเป็นใหญ่ ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง หรือ ?
ป. ไม่มี.
ส. หากว่า คำว่า พระโพธิสัตว์หยั่งลงสู่ความเป็นผู้นอนในครรภ์อาทิ
เหตุกระทำความใคร่ในความเป็นใหญ่ ดังนี้ ไม่เป็นสูตรมีอยู่
จริง ก็ต้องไม่กล่าวว่า พระโพธิสัตว์หยั่งลงสู่ความเป็นผู้นอนในครรภ์
เหตุกระทำความใคร่ในความเป็นใหญ่.
 
๘๑/๑๘๘๘/๗๑๕

วันเสาร์, มิถุนายน 20, 2569

Pen

 
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ
[๙๘] ส. เพราะอาศัยวิญญาณ จึงบัญญัติบุคคลขึ้น หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. เพราะอาศัยวิญญาณเป็นอัพยากฤต จึงบัญญัติ
บุคคลเป็นอัพยากฤตขึ้น หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ
ส. เพราะอาศัยวิญญาณเป็นอาทิผิด อักขระอัพยากฤต จึงบัญญัติ
บุคคลเป็นอัพยากฤตขึ้น หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. วิญญาณเป็นอัพยากฤต ไม่เที่ยง เป็นสังขตะ
อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา มีความเสื่อมไปเป็น
ธรรมดา มีความคลายไปเป็นธรรมดา มีความดับไปเป็นธรรมดา มี
ความแปรไปเป็นธรรมดา หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. ถึงบุคคลเป็นอัพยากฤต ก็ไม่เที่ยง เป็นสังขตะ
อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา มีความเสื่อมไปเป็น
ธรรมดา มีความคลายไปเป็นธรรมดา มีความดับไปเป็นธรรมดา มี
ความแปรไปเป็นธรรมดา หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ
 
๘๐/๙๘/๑๓๘

วันศุกร์, มิถุนายน 19, 2569

Thi

 
ธาตุกถา ” ดังนี้ แต่ทรงแสดงธรรมมีขันธ์เป็นต้น ที่ควรจำแนกโดยนัยมี
การสงเคราะห์เข้ากันได้เป็นต้นไว้โดยย่อ แล้วตั้งไว้ในภายในแห่งธาตุกถานั้น
แหละ. ข้อนี้ แม้จะกล่าวว่า “ เป็นปกิณณกมาติกา ” ดังนี้ก็ได้ เพราะ
ความที่บททั้งหลายมีขันธ์เป็นต้นมิได้สงเคราะห์ไว้ในธัมมสังคณีมาติกา.
มาติกาที่ทรงตั้งไว้ด้วยบททั้งหลาย ๔ บท คือ “ ตีหิ สงฺคโห, ตีหิ
อสงฺคโห, จตูหิ สมฺปโยโค, จตูหิ วิปฺปโยโค ” นี้ชื่อว่า นยมุขมาติกา.
จริงอยู่ ธรรมที่สงเคราะห์เข้ากันได้ และสงเคราะห์เข้ากันไม่ได้นี้พระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกอบไว้ในธรรมทั้งหลายมีปัญจขันธ์เป็นต้นแม้ทั้งปวง
และในธรรมแห่งมาติกาทั้งหลายมีกุสลติกะเป็นต้น ด้วยบทแห่งขันธ์ อายตนะ
และธาตุทั้ง ๓ นั่นแหละ. โดยทำนองเดียวกัน สัมปโยคะก็ดี วิปปโยคะก็ดี
ก็ทรงประกอบไว้ด้วยอรูปขันธ์ทั้ง ๔. บททั้ง ๔ เหล่านี้ ทรงเรียกว่านยมุข-
มาติกา เพราะความที่ธรรมเหล่านั้นเป็นธรรมที่ทรงตั้งไว้เพื่อแสดงถึงหัวข้อ
แห่งนัยทั้งหลายมีธรรมที่สงเคราะห์เข้ากันได้เป็นต้นเหล่านี้.
มาติกาที่ทรงตั้งไว้ด้วยบททั้ง ๒ คือ “ สภาคะและวิสภาคะ ” ชื่อว่า
ลักขณมาติกา. จริงอยู่ นัยแห่งธรรมที่สงเคราะห์เข้ากันได้ พระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงประกอบไว้ด้วยธรรมทั้งหลายอันมีลักษณะที่เสมอกัน นัยแห่งธรรมที่สง-
เคราะห์เข้ากันไม่ได้ ทรงประกอบไว้ด้วยธรรมทั้งหลายที่มีลักษณะไม่เสมอกัน
นัยแห่งสัมปโยคะ และวิปปโยคะก็เหมือนกัน. ข้อนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส
เรียกว่าลักขณมาติกา เพราะความที่อาทิผิด อาณัติกะบทเหล่านั้นพระองค์ทรงตั้งไว้เพื่อแสดง
ลักษณะแห่งธรรมที่สงเคราะห์เข้ากันได้เป็นต้น ด้วยสามารถแห่งลักษณะที่เป็น
สภาคะและวิสภาคะ.
 
๗๙/๑/๗

วันพฤหัสบดี, มิถุนายน 18, 2569

Chai

 
จักไปด้วยกรรมของตนเท่านั้น ความโกรธนี้จักตกไปเบื้องบนของเขา
แน่นอน เหมือนกับของขวัญที่บุคคลไม่ยอมรับ และเหมือนกับกำธุลีซัดไป
ทวนลม ดังนี้ ก็ย่อมละความโกรธได้. เมื่อตั้งอยู่ในความใคร่ครวญพิจารณา
กัมมัสสกตาของตนและของคนอื่นอย่างนี้ครั้นใคร่ครวญพิจารณาแล้วซึ่ง
กัมมัสสกตาทั้งสองแล้วตั้งอยู่ในการใคร่ครวญพิจารณาก็ดี, เมื่อเสพกัลยาณมิตร
ผู้ยินดีในเมตตาภาวนา เช่นกับพระอัสสคุตตเถระก็ดี, ย่อมละพยาบาทได้.
ย่อมละพยาบาทได้แม้ด้วยสัปปายกถาอันอาศัยซึ่งเมตตา ในอิริยาบถทั้งหลายมี
การยืนและการนั่งเป็นต้น. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสว่า ธรรม
๖ ประการย่อมเป็นไปเพื่อการละพยาบาทดังนี้. ภิกษุนั้น ย่อมทราบชัดว่า
พยาบาทอันละด้วยธรรม ๖ ประการเหล่านี้ไม่เกิดต่อไป ด้วยอนาคามิมรรค
ดังนี้.
ความเกิดขึ้นแห่งถีนมิทธะในธรรมทั้งหลายมีอรติเป็นต้น ย่อมมีด้วย
อโยนิโสมนสิการ. ความไม่พอใจ ชื่อว่า อรติ. ความเกียจคร้านทางกาย
(หรือความเฉื่อยชาทางกาย) ชื่อว่า ตันที. ความบิดกาย (หรือความบิด
ขี้เกียจ) ชื่อว่า วิชัมภิตา. ความซบเซาเพราะภัต ความกระวนกระวายเพราะภัต
(ความเมาภัต) ชื่อว่า ภัตตสัมมทะ. อาการหดหู่แห่งจิต ชื่อว่า เจตโส ลีนัตตัง.
เมื่อให้อโยนิโสมนสิการเป็นไปให้มากในธรรมมีอรติเป็นต้นเหล่านี้ ถีนมิทธะย่อม
เกิดขึ้น. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสว่า “ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
อรติ (ความไม่พอใจอาทิผิด สระ) ตันที (ความเกียจคร้านทางกาย) วิชัมภิตา
(ความน้อมกายหรือบิดกาย) ภัตตสัมมทะ (ความเมาภัต) และความ
ที่จิตหดหู่มีอยู่ การทำให้มากซึ่งอโยนิโสมนสิการในธรรมเหล่านั้น
นี้เป็นอาหารเพื่อให้ถีนมิทธะที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น หรือเพื่อความ
ไพบูลย์ยิ่งขึ้นของถีนมิทธะที่เกิดขึ้นแล้ว ” ดังนี้.
 
๗๘/๔๖๔/๑๒๗

วันพุธ, มิถุนายน 17, 2569

Tesang

 
เรียกว่า ปรากฏทุกข์บ้าง. ทุกข์แม้ทั้งหมดมีชาติเป็นต้น อันมาแล้วในวิภังค์
แห่งทุกขสัจจะ เว้นทุกขทุกข์ที่เหลือ ชื่อว่า ปริยายทุกข์ เพราะเป็นวัตถุ
(ที่อาศัยเกิด) แห่งทุกข์นั้น ๆ. ทุกขทุกข์ ชื่อว่า นิปปริยายทุกข์.
ในบรรดาทุกข์เหล่านั้น พึงกล่าวทุกขอริยสัจตั้งไว้ใน ๒ บท นี้ คือ
ปริยายทุกข์ และนิปปริยายทุกข์ ก็ธรรมดาอริยสัจนี้ย่อมมาในพระบาลีโดย
ย่อบ้าง โดยพิสดารบ้าง ในที่มาโดยย่อควรกล่าวโดยย่อก็ได้ โดยพิสดาร
ก็ได้ แต่ในที่มาโดยพิสดารสมควรกล่าวโดยพิสดารเท่านั้น ไม่ควรกล่าวโดยย่อ
ในที่นี้ทุกข์นี้นั้นมาโดยพิสดารดังนั้น พึงกล่าวโดยพิสดารอย่างเดียว ฉะนั้น
คำนี้ใด ที่ข้าพเจ้ากล่าวไว้มีอาทิว่า พึงทราบชาติ พึงทราบอรรถของชาติ
เป็นทุกข์ เพราะถือเอาพระบาลีในนิเทศวารมีอาทิว่า ตตฺถ กตมํ ทุกฺขํ
อริยสจฺจํ ชาติปิ ทุกฺขา ในอริยสัจ ๔ นั้น ทุกขอริยสัจเป็นไฉน แม้
ชาติก็เป็นทุกข์ ดังนี้.

ว่าด้วยนิเทศแห่งชาติโดยสมมติกถา (บาลีข้อ ๑๔๖)
บรรดาทุกขอริยสัจนั้น พึงทราบคำว่า ชาติ เป็นต้นก่อน ก็บัณฑิต
พึงทราบชาติด้วยสามารถแห่งบทภาชนีย์นี้ว่า ตตฺถ กตฺมา ชาติ ยา เตสํ เตสํอาทิผิด
สตฺตานํ ตมฺหิ ตมฺหิ สตฺตนิกาเย ชาติ ในทุกขอริยสัจนั้น
ชาติเป็นไฉน ความเกิด ความเกิดพร้อม...ในหมู่สัตว์นั้น ๆ ของสัตว์นั้น ๆ
อันใด... เป็นต้น. อรรถวรรณนาในนิเทศแห่งชาตินั้น ดังต่อไปนี้.
คำว่า เตสํ เตสํ สตฺตานํ (ของสัตว์นั้น ๆ) นี้เป็นอรรถแสดง
ถึงความทั่วไปแก่สัตว์มิใช่น้อย โดยย่อ คือ เมื่อกล่าวคำอย่างนี้ว่า ความเกิด
ของเทวทัต ความเกิดของโสมทัต ดังนี้ แม้ทั้งวัน สัตว์ทั้งหลาย ย่อมไม่ถึง
 
๗๗/๑๗๐/๓๑๗

วันอังคาร, มิถุนายน 16, 2569

Atitarammana

 
จตุตถฌานที่เป็นไปในบุพเพนิวาส พึงทราบว่าเป็นธรรมมีอารมณ์ไม่
พึงกล่าว (นวัตตัพพารัมมณะ) แม้โดยการตามระลึกถึงชื่อและโคตรในการ
พิจารณาถึงนิพพานและนิมิตนั่นแหละ พึงทราบว่าเป็นอตีตารัมมณะอาทิผิด อักขระ คือเป็น
ธรรมมีอารมณ์เป็นอดีตนั่นเองในกาลที่เหลือ. แม้จตุตถฌานที่เป็นไปใน
ยถากัมมูปคญาณก็เป็นอตีตารัมมณะเหมือนกัน.
บรรดาจตุตถฌานมีบุพเพนิวาสญาณเป็นต้นเหล่านั้น บุพเพนิวาสญาณ
และเจโตปริยญาณเป็นธรรมมีอารมณ์เป็นอดีตก็จริง ถึงอย่างนั้น บรรดาบุพเพ-
นิวาสญาณและเจโตปริยญาณเหล่านั้น บุพเพนิวาสญาณก็เป็นธรรมมีขันธ์ใน
อดีต และเป็นธรรมเนื่องด้วยขันธ์ อะไร ๆ ชื่อว่าไม่เป็นอารมณ์หามีไม่ เพราะ
บุพเพนิวาสญาณนั้นมีคติเสมอด้วยสัพพัญญุตญาณในธรรมทั้งหลายมีขันธ์และ
ธรรมที่เนื่องด้วยขันธ์ในอดีตเป็นอารมณ์. ส่วนเจโตปริยญาณมีจิตซึ่งผ่านไป
ภายใน ๗ วันเท่านั้นเป็นอารมณ์ เพราะเจโตปริยญาณนั้น ย่อมไม่รู้ขันธ์อื่น
หรือธรรมที่เนื่องด้วยขันธ์ แต่โดยปริยายตรัสว่ามีมรรคเป็นอารมณ์ เพราะ
มีจิตสัมปยุตด้วยมรรคเป็นอารมณ์ ส่วนยถากัมมูปคตญาณเป็นมรรคคือเจตนา
ในอดีตเท่านั้น เป็นอารมณ์ พึงทราบความต่างกัน ดังพรรณนามาฉะนี้.
ในฐานะนี้ พึงทราบนัยแห่งอรรถกถา ต่อไป
ก็เพราะตรัสไว้ในปัฏฐานว่า กุศลขันธ์เป็นปัจจัยแก่อิทธิวิธญาณ แก่
เจโตปริยญาณ แก่บุพเพนิวาสานุสติญาณ แก่ยถากัมมูปคญาณ และแก่
อนาคตังสญาณ ด้วยอำนาจอารัมมณปัจจัย ดังนี้ ฉะนั้น ขันธ์แม้ทั้ง ๔ จึง
เป็นอารมณ์ของเจโตปริยญาณ และยถากัมมูปคญาณอาทิผิด อักขระ แม้ในญาณทั้ง ๒ เหล่า
นั้น ยถากัมมูปคญาณก็มีกุศลและอกุศลนั่นแหละเป็นอารมณ์.
 
๗๖/๘๙๙/๕๘๑

วันจันทร์, มิถุนายน 15, 2569

Thammikatha

 
ถามปัญหาในพระอภิธรรม แต่ไพล่ถามพระสูตรหรือวินัย ขอโอกาสถามปัญหา
ในพระวินัย แต่ไพล่ถามพระสูตรหรืออภิธรรม ดังนี้ มีประมาณเท่านี้ ท่าน
ก็ย่อมไม่รู้ พระธรรมกถึกนั้น จึงเป็นอันข่มปรวาทีได้ ด้วยถ้อยคำแม้ประมาณ
เท่านี้.
ก็มหาโคสิงคสูตร เป็นสูตรสำคัญกว่าสูตรแม้นี้ เพราะเหตุที่เป็น
พุทธภาษิต จริงอยู่ ในมหาโคสิงคสูตรนั้น พระธรรมเสนาบดีสารีบุตรเถระ
ไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อกราบทูลปัญหาที่ถามและคำวิสัชนากะกันและกัน
เมื่อจะบอกคำวิสัชนาของพระมหาโมคคัลลานเถระ จึงกราบทูลว่า พระมหา-
โมคคัลลานเถระกล่าวว่า ท่านสารีบุตร ภิกษุสองรูปในพระธรรมวินัยนี้ กล่าว
อภิธรรมกถา เธอทั้งสองนั้นย่อมถามปัญหากันแล้ว ย่อมช่วยกันแก้ ไม่ขัดแย้ง
กัน และธรรมีกถาอาทิผิด อักขระของเธอทั้งสองนั้นย่อมเป็นไปได้ดี ท่านสารีบุตร ป่าโค-
สิงคสาลวันพึงงามด้วยภิกษุเห็นปานนี้แล¹ ดังนี้.
พระศาสดาไม่ตรัสว่า ขึ้นชื่อว่า พระผู้ทรงพระอภิธรรมเป็นผู้อยู่
ภายนอกศาสนาของเรา ดังนี้ แต่ทรงยกพระศอขึ้น ดุจพระสุวรรณภิงคาร
(พระเต้าทอง) เมื่อจะยังเนื้อความนั้นให้สมบูรณ์ ด้วยพระโอษฐ์อันมีสิริดัง
พระจันทร์เพ็ญ จึงทรงเปล่งพระสุรเสียงอันก้องกังวานดุจเสียงของพระพรหม
ประทานสาธุการถึงพระมหาโมคคัลลานเถระว่า ดีละ ๆ สารีบุตร ดังนี้ แล้ว
ตรัสว่า ก็โมคคัลลานะเมื่อจะพยากรณ์โดยชอบ ก็พึงพยากรณ์ตามนั้น ดูก่อน
สารีบุตร ด้วยว่าโมคคัลลานะเป็นธรรมกถึก ดังนี้.

ภิกษุผู้ทรงอภิธรรมชื่อว่า พระธรรมกถึก

จริงอยู่ ได้ยินว่า ภิกษุผู้ทรงพระอภิธรรมเท่านั้น ชื่อว่า พระธรรมกถึก
นอกจากนี้แม้กล่าวธรรม ก็ไม่ใช่เป็นพระธรรมกถึก เพราะเหตุไร เพราะว่า
¹ม.มู. ๑๒. ๓๗๔/๔๐๑
 
๗๕/๑/๖๒

วันอาทิตย์, มิถุนายน 14, 2569

Satcha

 
ก็สัจจกิริยาของพระโพธิสัตว์นั้น เป็นเบื้องต้นของการงานระลึกถึง
พระพุทธคุณในสมัยนั้น ไม่ทั่วไปแก่ผู้อื่น เพราะเหตุนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้า
จึงตรัสว่า สจฺเจน เม สโม นตฺถิ, เอสาอาทิผิด สระ เม สจฺจปารมี คือผู้เสมอ
ด้วยสัจจะอาทิผิด อักขระของเราไม่มี. นี้เป็นบารมีของเรา สถานอาทิผิด อักขระที่นั้นจึงเป็นปฏิหาริย์ตั้ง
อยู่กัปหนึ่ง เพราะไม่ถูกไฟไหม้ในกัปนี้ทั้งสิ้น
ด้วยเหตุนี้พระมหาสัตว์ ด้วยอำนาจสัจจกิริยา จึงทำความปลอดภัย
ให้แก่ตนและแก่สัตว์ทั้งหลายผู้อยู่ ณ ที่นั้น เมื่อสิ้นอายุก็ได้ไปตามยถากรรม.
มารดาบิดา ในครั้งนั้น ได้เป็นมารดาบิดาในครั้งนี้. ส่วนพระยา
นกคุ่ม คือพระโลกนาถ. แม้บารมีที่เหลือของพระโพธิสัตว์นั้น ก็พึงเจาะ-
จงกล่าวตามสมควร โดยนัยดังกล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล.
อนึ่ง เมื่อไฟป่าลุกลามมาอย่างน่ากลัวอย่างนั้น พระโพธิสัตว์แม้อยู่
ผู้เดียวในวัยนั้นก็ยังกลัว จึงระลึกถึงพระธรรมคุณมีสัจจะเป็นต้น และพระ-
พุทธคุณ. พึงประกาศอานุภาพมีการยังสัตว์ทั้งหลายแม้ที่อยู่ ณ ที่นั้น ให้
ถึงความปลอดภัยด้วยสัจจกิริยา เพราะอาศัยอานุภาพของตนเท่านั้น.
จบ อรรถกถาวัฏฏโปตกจริยาที่ ๙
 
๗๔/๒๙/๔๘๐

วันเสาร์, มิถุนายน 13, 2569

Lam

 
พระมหาวีระ เป็นสมัยสมควรสำหรับพระอังคีรสแล้ว
พระเจ้าข้า.
๑๙. อภินฺนนาทา มทวารณา จ
คิรีหิ ธาวนฺติ จ วาริธารา
สวนฺติ นชฺโช สุวิราชิตาว
สมโย มหาวีร องฺคีรสานํ.
โขลงช้างเมามัน ส่งเสียงแปร๋แปร๋นแล่นออก
จากซอกเขา และกระแสน้ำก็พราวพรายไหลจากลำอาทิผิด สระ
แม่น้ำ ข้าแต่พระมหาวีระ เป็นสมัยสมควรสำหรับ
พระอังคีรสแล้ว พระเจ้าข้า.
๒๐. คิรี สมนฺตาว ปทิสฺสมานา
มยูรคีวา อิว นีลวณฺณา
ทิสา รชินฺทาว วิโรจยนฺติ
สมโย มหาวีร องฺคีรสานํ.
ขุนเขาทั้งหลาย ปรากฏเห็นอยู่รอบๆ มีสีเขียว
ขาบ เหมือนคอนกยูง รุ่งทะมึน เหมือนเมฆ ข้าแต่
พระมหาวีระ เป็นสมัยสมควรสำหรับพระอังคีรสแล้ว
พระเจ้าข้า.
๒๑. มยูรสงฺฆา คิริมุทฺธนสฺมึ
นจฺจนฺติ นารีหิ สมงฺคิภูตา
กูชนฺติ นานามธุรสฺสเรหิ
สมโย มหาวีร องฺคีรสานํ.
 
๗๓/๑/๖๙

วันศุกร์, มิถุนายน 12, 2569

Ek

 
สาลมัณฑปิยเถราปทานที่ ๑๐ (๔๙๐)

[๘๐] เราเข้าไปสู่ป่ารัง สร้างอาศรมอย่าง
สวยงาม มุงบังด้วยดอกรัง ครั้งนั้นเราอยู่ในป่า
ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้สยัมภูเอกอาทิผิด อักขระอัคร-
บุคคล ตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง พระนามว่า ปิยทัสสี
ทรงประสงค์ความสงัด จึงได้เสด็จเข้าสู่ป่ารัง
เราออกจากอาศรมไปป่าเที่ยวแสวงหามูล
ผลาผลในป่า ณ เวลานั้น
ณ ที่นั้น เราได้เห็นพระสัมพุทธเจ้าพระ-
นามว่า ปิยทัสสี ผู้มีพระยศใหญ่ ประทับนั่งเข้า
สมาบัติรุ่งโรจน์อยู่ในป่าใหญ่
เราปักเสา ๔ เสา ทำปะรำอย่างเรียบร้อย
แล้วเอาดอกรังมุงเหนือพระพุทธเจ้า เราทรงปะรำ
ซึ่งมุงด้วยดอกรังไว้ ๗ วัน ยังจิตให้เลื่อมใสใน
กรรมนั้น ได้ถวายบังคมพระพุทธเจ้า ผู้ประเสริฐสุด
สมัยนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้อุดมบุรุษ
เสด็จออกจากสมาธิประทับนั่งทอดพระเนตรดู
เพียงชั่วแอก
สาวกของพระศาสดาพระนามว่า ปิยทัสสี
ชื่อว่า วรุณ กับพระอรหันตขีณาสพแสนองค์ได้
มาเฝ้าพระศาสดาผู้นำชั้นพิเศษ
 
๗๒/๘๐/๑๔๖

วันพฤหัสบดี, มิถุนายน 11, 2569

Himawan

 
ถึงบุพกรรมของตนอาทิผิด อักขระได้โดยประจักษ์ เกิดความโสมนัสใจ เมื่อจะประกาศ
ถึงเรื่องราวที่ตนอาทิผิด อักขระเคยได้ประพฤติมาแล้วในกาลก่อน จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า
หิมวนฺอาทิผิด อักขระตสฺสาวิทูเร ดังนี้. ในบทว่า ปทุมุปฺปลสญฺฉนฺโน นี้ เชื่อมความว่า
ดอกปทุมสีขาวสมบูรณ์ด้วยใบบัว และดอกปทุมและอุบล สีเขียว สีแดง
และสีขาว ๓ อย่าง รวมเรียกว่าดอกปทุมและดอกอุบล สระใหญ่นั้น
ได้ดารดาษเป็นป่าเต็มไปด้วยดอกปทุมและดอกอุบลเหล่านั้น. บทว่า ปุณฺ-
ฑรีกสโมตฺถโฏ ความว่า ดารดาษเต็มไปด้วยดอกปุณฑริก (บัวขาว)
และดอกปทุมสีแดงมากมาย. คำที่เหลือมีเนื้อความพอจะรู้ได้โดยง่ายแล.
จบกุมุททายกเถราปทาน
จบอรรถกถาพันธุชีวกวรรคที่ ๑๖
 
๗๑/๑๖๒/๕๓๓

วันพุธ, มิถุนายน 10, 2569

Sukato

 
เราคิดอย่างนี้แล้ว ได้ให้ทรัพย์หลายร้อยโกฏิแก่คนยาก
จนอนาถา แล้วเข้าไปสู่ป่าหิมพานต์. ในที่ไม่ไกลป่าหิมพานต์
มีภูเขาชื่อธรรมิกะ เราสร้างอาศรมอย่างดีไว้ สร้างบรรณ-
ศาลาอย่างดีไว้ ทั้งยังสร้างที่จงกรมอันเว้นจากโทษ ๕ ประการ
ไว้ใกล้อาศรมนั้น เราได้อภิญญาพละอันประกอบด้วยคุณ ๘
ประการ.
เราเลิกใช้ผ้าสาฎกอันประกอบด้วยโทษ ๙ ประการ หัน
มานุ่งห่มผ้าเปลือกไม้ อันประกอบด้วยคุณ ๑๒ ประการ.
เราละทิ้งบรรณศาลาอันเกลื่อนกล่นด้วยโทษ ๑๐ ประการ เข้า
ไปสู่โคนไม้อันประกอบด้วยคุณ ๑๐ ประการ เราเลิกละข้าว
ที่หว่านที่ปลูกโดยสิ้นเชิง หันมาบริโภคผลไม้ที่หล่นเอง ที่
สมบูรณ์ด้วยคุณเป็นอเนกประการ เราเริ่มตั้งความเพียรในที่
นั่งที่ยืนและที่จงกรม ในอาศรมบทนั้น ภายใน ๗ วัน เรา
ก็ได้บรรลุอภิญญาพละ ดังนี้.
ก็ด้วยบาลีว่า อสฺสโม สุกโตอาทิผิด อักขระ มยฺหํ ปณฺณสาลา สุมาปิตา นี้ ใน
คาถานั้นท่านกล่าวถึงอาศรม บรรณศาลา และที่จงกรม ไว้ราวกะว่า
สุเมธบัณฑิตสร้างด้วยมือของตนเอง แต่ในคาถานี้ มีเนื้อความดัง-
ต่อไปนี้ :-
ท้าวสักกะทรงเห็นพระมหาสัตว์ว่า เข้าป่าหิมพานต์แล้ว วันนี้จัก
เข้าไปถึงธรรมิกบรรพต จึงตรัสเรียกวิสสุกรรมเทพบุตรมาสั่งว่า นี่แน่ะ
พ่อ สุเมธบัณฑิตออกไปด้วยคิดว่า จักบวช เธอจงเนรมิตที่อยู่ให้แก่
สุเมธบัณฑิตนั้น. วิสสุกรรมเทพบุตรนั้นรับพระดำรัสของท้าวสักกะนั้น
 
๗๐/๑/๒๑

คลังบทความของบล็อก