วันอังคาร, มิถุนายน 16, 2569

Atitarammana

 
จตุตถฌานที่เป็นไปในบุพเพนิวาส พึงทราบว่าเป็นธรรมมีอารมณ์ไม่
พึงกล่าว (นวัตตัพพารัมมณะ) แม้โดยการตามระลึกถึงชื่อและโคตรในการ
พิจารณาถึงนิพพานและนิมิตนั่นแหละ พึงทราบว่าเป็นอตีตารัมมณะอาทิผิด อักขระ คือเป็น
ธรรมมีอารมณ์เป็นอดีตนั่นเองในกาลที่เหลือ. แม้จตุตถฌานที่เป็นไปใน
ยถากัมมูปคญาณก็เป็นอตีตารัมมณะเหมือนกัน.
บรรดาจตุตถฌานมีบุพเพนิวาสญาณเป็นต้นเหล่านั้น บุพเพนิวาสญาณ
และเจโตปริยญาณเป็นธรรมมีอารมณ์เป็นอดีตก็จริง ถึงอย่างนั้น บรรดาบุพเพ-
นิวาสญาณและเจโตปริยญาณเหล่านั้น บุพเพนิวาสญาณก็เป็นธรรมมีขันธ์ใน
อดีต และเป็นธรรมเนื่องด้วยขันธ์ อะไร ๆ ชื่อว่าไม่เป็นอารมณ์หามีไม่ เพราะ
บุพเพนิวาสญาณนั้นมีคติเสมอด้วยสัพพัญญุตญาณในธรรมทั้งหลายมีขันธ์และ
ธรรมที่เนื่องด้วยขันธ์ในอดีตเป็นอารมณ์. ส่วนเจโตปริยญาณมีจิตซึ่งผ่านไป
ภายใน ๗ วันเท่านั้นเป็นอารมณ์ เพราะเจโตปริยญาณนั้น ย่อมไม่รู้ขันธ์อื่น
หรือธรรมที่เนื่องด้วยขันธ์ แต่โดยปริยายตรัสว่ามีมรรคเป็นอารมณ์ เพราะ
มีจิตสัมปยุตด้วยมรรคเป็นอารมณ์ ส่วนยถากัมมูปคตญาณเป็นมรรคคือเจตนา
ในอดีตเท่านั้น เป็นอารมณ์ พึงทราบความต่างกัน ดังพรรณนามาฉะนี้.
ในฐานะนี้ พึงทราบนัยแห่งอรรถกถา ต่อไป
ก็เพราะตรัสไว้ในปัฏฐานว่า กุศลขันธ์เป็นปัจจัยแก่อิทธิวิธญาณ แก่
เจโตปริยญาณ แก่บุพเพนิวาสานุสติญาณ แก่ยถากัมมูปคญาณ และแก่
อนาคตังสญาณ ด้วยอำนาจอารัมมณปัจจัย ดังนี้ ฉะนั้น ขันธ์แม้ทั้ง ๔ จึง
เป็นอารมณ์ของเจโตปริยญาณ และยถากัมมูปคญาณอาทิผิด อักขระ แม้ในญาณทั้ง ๒ เหล่า
นั้น ยถากัมมูปคญาณก็มีกุศลและอกุศลนั่นแหละเป็นอารมณ์.
 
๗๖/๘๙๙/๕๘๑

ไม่มีความคิดเห็น:

คลังบทความของบล็อก