ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ
[๙๘] ส. เพราะอาศัยวิญญาณ จึงบัญญัติบุคคลขึ้น หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. เพราะอาศัยวิญญาณเป็นอัพยากฤต จึงบัญญัติ
บุคคลเป็นอัพยากฤตขึ้น หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ
ส. เพราะอาศัยวิญญาณเป็นอาทิผิด อักขระ อัพยากฤต จึงบัญญัติ
บุคคลเป็นอัพยากฤตขึ้น หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. วิญญาณเป็นอัพยากฤต ไม่เที่ยง เป็นสังขตะ
อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา มีความเสื่อมไปเป็น
ธรรมดา มีความคลายไปเป็นธรรมดา มีความดับไปเป็นธรรมดา มี
ความแปรไปเป็นธรรมดา หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. ถึงบุคคลเป็นอัพยากฤต ก็ไม่เที่ยง เป็นสังขตะ
อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา มีความเสื่อมไปเป็น
ธรรมดา มีความคลายไปเป็นธรรมดา มีความดับไปเป็นธรรมดา มี
ความแปรไปเป็นธรรมดา หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ
[๙๘] ส. เพราะอาศัยวิญญาณ จึงบัญญัติบุคคลขึ้น หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. เพราะอาศัยวิญญาณเป็นอัพยากฤต จึงบัญญัติ
บุคคลเป็นอัพยากฤตขึ้น หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ
ส. เพราะอาศัยวิญญาณ
บุคคลเป็นอัพยากฤตขึ้น หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. วิญญาณเป็นอัพยากฤต ไม่เที่ยง เป็นสังขตะ
อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา มีความเสื่อมไปเป็น
ธรรมดา มีความคลายไปเป็นธรรมดา มีความดับไปเป็นธรรมดา มี
ความแปรไปเป็นธรรมดา หรือ ?
ป. ถูกแล้ว.
ส. ถึงบุคคลเป็นอัพยากฤต ก็ไม่เที่ยง เป็นสังขตะ
อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา มีความเสื่อมไปเป็น
ธรรมดา มีความคลายไปเป็นธรรมดา มีความดับไปเป็นธรรมดา มี
ความแปรไปเป็นธรรมดา หรือ ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ
๘๐/๙๘/๑๓๘

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น