ในวันนี้แล แม้มาณพก็เอาพวงดอกไม้พวงหนึ่งวางไว้ แม้
นางภัททกาปิลานีอาทิผิด ก็เอาพวงดอกไม้พวงหนึ่งวางไว้. คนแม้ทั้งสอง
บริโภคอาหารเย็นแล้ว วางพวงดอกไม้เหล่านั้นไว้กลางที่นอน
มาพร้อมกันด้วยหวังใจว่าจักขึ้นที่นอน มาณพขึ้นที่นอนทางด้านขวา
นางภัททาขึ้นที่นอนทางด้านซ้ายแล้วกล่าวว่า ดอกไม้ในด้านของ
คนใดเหี่ยว พวกเราจักรู้ได้ว่า ราคจิตเกิดขึ้นแล้วแก่ผู้นั้น เพราะ
เหตุนั้น พวงดอกไม้นี้เราจึงไม่แตะต้อง. ก็คนทั้งสองนั้นนอนไม่หลับ
ตลอดราตรีทั้ง ๓ ยาม เพราะกลัวจะถูกตัวของกันและกัน จนราตรี
ล่วงไป อนึ่ง ในเวลากลางวันก็ไม่มีแม้สักว่าการยิ้ม หัวอาทิผิด อักขระ . คนทั้งสอง
นั้นไม่เกี่ยวข้องด้วยเรื่องโลกามิส ไม่จัดการทรัพย์สมบัติตราบเท่า
ที่บิดามารดายังมีชีวิตอยู่ เมื่อบิดามารดากระทำกาลกิริยาไปแล้ว
จึงจัดการ. ปิปผลิมาณพมีสมบัติ (คิดเป็นเงิน) ๘๗ โกฏิ เฉพาะผง
ทองคำที่ใช้ขัดสรีระแล้วทิ้งไปวันหนึ่ง ๆ ควรได้ประมาณ ๑๒
ทะนาน โดยทะนานมคธ มีเหมืองน้ำประมาณ ๖๐ แห่ง ติดเครื่อง
ยนต์ มีการงานที่ทำ (กินเนื้อที่) ประมาณ ๑๒ โยชน์ มีหมู่บ้านทาส
(๑๔ บ้าน) ขนาดเท่าเมืองอนุราธบุรี มีหัตถานึกคืออาทิผิด อักขระ กองช้าง ๑๔ กอง
มีอัสสานึกคือกองม้า ๑๔ กอง มีรถานึกคืออาทิผิด อักขระ กองรถ ๑๔ กอง.
วันหนึ่ง ปิปผลิมาณพนั้นขึ้นม้าที่ประดับตกแต่งแล้ว แวดล้อม
ด้วยมหาชนไปยังที่ทำงาน ยืนอยู่ปลายนา เห็นพวกนกมีกาเป็นต้น
คุ้ยเขี่ยสัตว์มีไส้เดือนเป็นต้น จากรอยไถเอามากิน จึงถามว่า พ่อ
ทั้งหลาย สัตว์เหล่านี้กินอะไร ? มหาชนตอบว่า นายท่าน มันกิน
ไส้เดือน. มาณพถามว่า บาปที่สัตว์เหล่านี้ทำเป็นของใคร ? มหาชน
นาง
บริโภคอาหารเย็นแล้ว วางพวงดอกไม้เหล่านั้นไว้กลางที่นอน
มาพร้อมกันด้วยหวังใจว่าจักขึ้นที่นอน มาณพขึ้นที่นอนทางด้านขวา
นางภัททาขึ้นที่นอนทางด้านซ้ายแล้วกล่าวว่า ดอกไม้ในด้านของ
คนใดเหี่ยว พวกเราจักรู้ได้ว่า ราคจิตเกิดขึ้นแล้วแก่ผู้นั้น เพราะ
เหตุนั้น พวงดอกไม้นี้เราจึงไม่แตะต้อง. ก็คนทั้งสองนั้นนอนไม่หลับ
ตลอดราตรีทั้ง ๓ ยาม เพราะกลัวจะถูกตัวของกันและกัน จนราตรี
ล่วงไป อนึ่ง ในเวลากลางวันก็ไม่มีแม้สักว่าการ
นั้นไม่เกี่ยวข้องด้วยเรื่องโลกามิส ไม่จัดการทรัพย์สมบัติตราบเท่า
ที่บิดามารดายังมีชีวิตอยู่ เมื่อบิดามารดากระทำกาลกิริยาไปแล้ว
จึงจัดการ. ปิปผลิมาณพมีสมบัติ (คิดเป็นเงิน) ๘๗ โกฏิ เฉพาะผง
ทองคำที่ใช้ขัดสรีระแล้วทิ้งไปวันหนึ่ง ๆ ควรได้ประมาณ ๑๒
ทะนาน โดยทะนานมคธ มีเหมืองน้ำประมาณ ๖๐ แห่ง ติดเครื่อง
ยนต์ มีการงานที่ทำ (กินเนื้อที่) ประมาณ ๑๒ โยชน์ มีหมู่บ้านทาส
(๑๔ บ้าน) ขนาดเท่าเมืองอนุราธบุรี มีหัตถานึก
มีอัสสานึกคือกองม้า ๑๔ กอง มีรถานึก
วันหนึ่ง ปิปผลิมาณพนั้นขึ้นม้าที่ประดับตกแต่งแล้ว แวดล้อม
ด้วยมหาชนไปยังที่ทำงาน ยืนอยู่ปลายนา เห็นพวกนกมีกาเป็นต้น
คุ้ยเขี่ยสัตว์มีไส้เดือนเป็นต้น จากรอยไถเอามากิน จึงถามว่า พ่อ
ทั้งหลาย สัตว์เหล่านี้กินอะไร ? มหาชนตอบว่า นายท่าน มันกิน
ไส้เดือน. มาณพถามว่า บาปที่สัตว์เหล่านี้ทำเป็นของใคร ? มหาชน
๓๒/๑๔๖/๒๙๗

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น