ปริวารในบทนี้ว่า ล้อมด้วยดีแล้วด้วยนครปริกขาร ๗ ประการ ชื่อว่า ปริขาร.
สัมภาระในบทนี้ว่า คิลานปจฺจยชีวิตปริกฺขารา ชื่อว่า ปริขาร. ก็ในที่นี้
ท่านกล่าวว่า สมาธิปริกขาร ๗ ประการ ด้วยสามารถปริวารและปริขาร.
ปริวาริกะ ชื่อว่า ปริขาร. บทว่า อยํ วุจฺจติ โภ อริโย สมฺมาสมาธิ
ความว่า นี้เรียกว่า สัมมาสมาธิอริยอันล้อมองค์ ๗ เหมือนจักรพรรดิล้อม
ด้วยรัตนะ ๗ ประการ ฉะนั้น. บทว่า สอุปนิโส อิติปิ ความว่า ท่าน
เรียกว่า สอุปนิสัย แม้ด้วยประการนี้. บทว่า สปริวาโรเยว ได้กล่าว
แล้ว. บทว่า สมฺมาทิฏฺฐิสฺส ความว่า ผู้ตั้งอยู่ในสัมมาทิฏฐิ. บทว่า
สมฺมา สงฺกปฺโปอาทิผิด จ โหติ ความว่า สัมมาสังกัปปะ ย่อมเป็นไป. ในบท
ทั้งปวงก็มีนัยเช่นกัน. ก็อรรถนี้ พึงทราบด้วยอำนาจมรรคบ้าง ด้วยอำนาจ
ผลบ้าง. อย่างไร. มรรคสัมมาสังกัปปะ ย่อมมีแก่ภิกษุผู้ตั้งอยู่ในมรรคสัมมาทิฏฐิ
ฯลฯ และมรรควิมุติ ย่อมมีแก่ภิกษุผู้ตั้งอยู่ในมรรคญาณ อนึ่ง ผลสัมมา-
สังกัปปะ ย่อมมีแก่ภิกษุผู้ตั้งอยู่ในผลสัมมาทิฏฐิ ฯลฯ และผลวิมุติ ย่อมมีแก่
ภิกษุผู้ตั้งอยู่ในผลสัมมาญาณ. บทว่า สฺวากฺขาโต เป็นต้น ท่านพรรณนา
ไว้แล้วในวิสุทธิมรรค. บทว่า อปารุตา ความว่า เปิดแล้ว. บทว่า อมตสฺส
ความว่า นิพพาน. บทว่า ทฺวารา ความว่า ทางเข้า. บทว่า อเวจฺจปฺ-
ปสาเทน ความว่าความ เลื่อมอาทิผิด อักขระ ใส ไม่หวั่นไหว. บทว่า ธมฺเม วีนีตา ความ
ว่า แน่นอนแล้วด้วยธรรมนิยาม. บทว่า อถายํ อิตรา ปชา ความว่า
ท่านกล่าวหมายถึงพระอนาคามี. บทว่า อนาคามิโน อตฺถี ท่านกล่าวแล้ว.
บทว่า ปุญฺญภาคา ความว่า เกิดแล้วด้วยส่วนแห่งบุญ. บทว่า โอตฺตปฺปํ
ความว่า มีใจเกรงกลัว. ถ้าอย่างนั้น มุสา พึงมีในกาลไหน เพราะฉะนั้น
เราไม่อาจนับโดยภัยมุสาวาทได้ แต่ไม่ได้แสดงว่า กำลังนับของเราไม่มี. สนัง-
กุมารพรหมถามเวสวัณอย่างเดียว ด้วยบทนี้ว่า ตํ กึ มญฺญต ภวํ. แต่
สัมภาระในบทนี้ว่า คิลานปจฺจยชีวิตปริกฺขารา ชื่อว่า ปริขาร. ก็ในที่นี้
ท่านกล่าวว่า สมาธิปริกขาร ๗ ประการ ด้วยสามารถปริวารและปริขาร.
ปริวาริกะ ชื่อว่า ปริขาร. บทว่า อยํ วุจฺจติ โภ อริโย สมฺมาสมาธิ
ความว่า นี้เรียกว่า สัมมาสมาธิอริยอันล้อมองค์ ๗ เหมือนจักรพรรดิล้อม
ด้วยรัตนะ ๗ ประการ ฉะนั้น. บทว่า สอุปนิโส อิติปิ ความว่า ท่าน
เรียกว่า สอุปนิสัย แม้ด้วยประการนี้. บทว่า สปริวาโรเยว ได้กล่าว
แล้ว. บทว่า สมฺมาทิฏฺฐิสฺส ความว่า ผู้ตั้งอยู่ในสัมมาทิฏฐิ. บทว่า
ทั้งปวงก็มีนัยเช่นกัน. ก็อรรถนี้ พึงทราบด้วยอำนาจมรรคบ้าง ด้วยอำนาจ
ผลบ้าง. อย่างไร. มรรคสัมมาสังกัปปะ ย่อมมีแก่ภิกษุผู้ตั้งอยู่ในมรรคสัมมาทิฏฐิ
ฯลฯ และมรรควิมุติ ย่อมมีแก่ภิกษุผู้ตั้งอยู่ในมรรคญาณ อนึ่ง ผลสัมมา-
สังกัปปะ ย่อมมีแก่ภิกษุผู้ตั้งอยู่ในผลสัมมาทิฏฐิ ฯลฯ และผลวิมุติ ย่อมมีแก่
ภิกษุผู้ตั้งอยู่ในผลสัมมาญาณ. บทว่า สฺวากฺขาโต เป็นต้น ท่านพรรณนา
ไว้แล้วในวิสุทธิมรรค. บทว่า อปารุตา ความว่า เปิดแล้ว. บทว่า อมตสฺส
ความว่า นิพพาน. บทว่า ทฺวารา ความว่า ทางเข้า. บทว่า อเวจฺจปฺ-
ปสาเทน ความว่า
ว่า แน่นอนแล้วด้วยธรรมนิยาม. บทว่า อถายํ อิตรา ปชา ความว่า
ท่านกล่าวหมายถึงพระอนาคามี. บทว่า อนาคามิโน อตฺถี ท่านกล่าวแล้ว.
บทว่า ปุญฺญภาคา ความว่า เกิดแล้วด้วยส่วนแห่งบุญ. บทว่า โอตฺตปฺปํ
ความว่า มีใจเกรงกลัว. ถ้าอย่างนั้น มุสา พึงมีในกาลไหน เพราะฉะนั้น
เราไม่อาจนับโดยภัยมุสาวาทได้ แต่ไม่ได้แสดงว่า กำลังนับของเราไม่มี. สนัง-
กุมารพรหมถามเวสวัณอย่างเดียว ด้วยบทนี้ว่า ตํ กึ มญฺญต ภวํ. แต่
๑๓/๒๐๘/๕๕๙

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น